เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1343 ฮั่วเซียวหมิง ไม่ต้องกลัว
ฉู่ลั่วรีบอธิบาย “เวลาหนึ่งร้อยปีนานเกินไป ทุกอย่างสามารถ
เปลี่ยนแปลงแบบกลับตาลปัตร…ไม่ว่าความรัก ความเกลียดชัง หรือ
ความแค้น ต่างก็หายไปตามกาลเวลา”
ฮั่วเซียวหมิงก้มตัวลง ให้สายตาอยู่ในระดับสายตาเดียวกันกับ
ฉู่ลั่ว “หลังผมตายไป คุณต้องจำผมเอาไว้ อย่างน้อยหนึ่งร้อยปี”
เขามีแววตามืดครึ้ม มองสบตากับฉู่ลั่ว เพื่อไม่ให้มีอะไรผิดพลาด
ฉู่ลั่วที่ตอนแรกพูดออกมาอย่างมั่นใจด้วยเหตุผลที่เพียงพอ หัน
หน้าหนี มองไปทางอื่นชั่วขณะ ก่อนจะรีบหันกลับมา สบตากับเขา
“ฮั่วเซียวหมิง ฉันจะจำคุณเอาไว้”
ฮั่วเซียวหมิง “…”
“ฉันจะ…พยายาม ทำให้คุณไม่ต้องตายเร็ว”
เธอยื่นมือออกไปแตะที่คิ้วของฮั่วเซียวหมิงเบา ๆ “คุณมีชีวิตอยู่
ได้นาน ก็ไม่ต้องสนใจปัญหาหลังตายไปแล้ว”
“ฮั่วเซียวหมิง ไม่ต้องกลัว!”
ฮั่วเซียวหมิง “…”
ความโศกเศร้าในใจหายวับไปทันที เขาพยายามไม่หัวเราะ
ออกมา และพูดอย่างจริงจังว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ขอบคุณปรมาจารย์ฉู่
มากครับ ต่อไปผมต้องพึ่งพาปรมาจารย์ฉู่แล้ว”
ฉู่ลั่ว “คุณวางใจ ฉันจะปกป้องคุณอย่างดี ให้คุณมีชีวิตอยู่ได้อีก
นาน”
เธอกำลังฝึกฝนทำยันต์วิญญาณขั้นหนึ่ง หากทำยันต์วิญญาณ
ขั้นหนึ่งสำเร็จ เธอจะทำให้ฮั่วเซียวหมิงมีอายุยืนยาวได้
“เห็นแล้วใช่ไหมคะ!” หยางไต้ดึงฮั่วจิ้นเบา ๆ พลางยิ้มตาหยี
ขณะมองดูคนสองคนข้างในที่กำลังยิ้มและสบสายตากันผ่านทาง
กระจกหน้าต่าง
“ฉันบอกแล้วว่าความสัมพันธ์ของอาจิ่วกับลั่วลั่วไม่มีปัญหา”
ฮั่วจิ้น “ผมเห็นว่าลั่วลั่วยุ่งกับงานข้างนอกตลอด ลูกชายเราก็ไม่
ค่อยได้ไปหาเธอ! ทั้งคู่เป็นแบบนี้ตลอด แล้วจะพัฒนาความสัมพันธ์
ได้ยังไง!”
หยางไต้กลอกตาอย่างหมดคำจะพูด “ลั่วลั่วกำลังทำเรื่องสำคัญ
กำลังช่วยคน กำลังกอบกู้บรรยากาศในสังคม เข้าใจไหมคะ?”
คุณให้อาจิ่วไปหาลั่วลั่ว ไม่เป็นการรบกวนลั่วลั่วเหรอ?
“อาจิ่วจะไม่รู้เรื่องรู้ราวขนาดนี้ได้ยังไงคะ! เขาไม่มีทางไปรบกวน
งานของลั่วลั่วหรอก!”
ฮั่วจิ้น “…”
ลูกชายของเธอกลายเป็นคนอืดอาดขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่!
พูดแบบนี้ออกมา…ใครจะเชื่อ!
เขาเอ่ยเตือนเสียงเบา “ผมรู้ว่าคุณชอบลั่วลั่ว แต่คุณอย่าลืมนะ
อาจิ่วเป็นลูกชายของพวกเรา ลูกแท้ ๆ ”
“ถ้าไม่ใช่เพราะเป็นลูกแท้ ๆ ฉันคนแรกเลยที่จะไม่ยอมให้เขาอยู่
กับลั่วลั่ว”
หยางไต้พูดด้วยน้าเสียงรังเกียจ
พูดจบก็เดินเข้าไปในห้องรับแขก
เนื่องจากตระกูลซ่งอยู่ที่เมืองเจียง เมื่อคนทั้งครอบครัวมากันครบ
ในคฤหาสน์ก็ครึกครื้นมาก
ทุกคนต่างเปลี่ยนไปสวมชุดที่ซ่งเมี่ยวเมี่ยวออกแบบ
ในสวนดอกไม้ขาวโพลน มีสีสันสดตระการตา
“พ่อคะ แม่คะ น้องชาย!”
ซ่งเมี่ยวเมี่ยวสวมชุดเจ้าหญิงสีสันสดใส บนศีรษะสวมมงกุฎ เธอ
วิ่งเข้ามาด้วยความดีใจ แล้วฟุบอยู่บนตัวซ่งอวิ๋นชิง
ซ่งอวิ๋นชิงยื่นมือออกไปอุ้มเธอ และสบสายตากับดวงตาแปลก
ประหลาดของซ่งเมี่ยวเมี่ยวที่ไม่ได้ใส่คอนแทคเลนส์ “วันนี้เมี่ยว
เมี่ยวสวยจริง ๆ !”
ซ่งเมี่ยวเมี่ยวหัวเราะคิกคัก
ฉิงจื่อฉิงก็ยื่นมือออกไปอุ้มลูกสาวของตนเองเช่นกัน
เธอเหมือนกำลังอุ้มเมฆก้อนหนึ่งที่ไม่มีน้าหนักอะไรเลย
เธอจูบและถูกไถเบา ๆ แต่ผิวหนังที่สัมผัสนั้นไม่มีความอบอุ่น
อะไรเลย “เมี่ยวเมี่ยวยอดเยี่ยมมาก ออกแบบเสื้อผ้าได้ด้วย เมี่ยว
เมี่ยวของพวกเรา เก่งมากเลย!”
“หนูออกแบบเสื้อผ้าให้พก่อแม่และวก็น้องชายด้วยนะคะ อยู่ตรง
นั้น!”
“พวกพี่ยวนยวนบอกว่า เสื้อผ้าที่หนูออกแบบสวยเป็นพิเศษเลย
ทุกคนต้องใส่ด้วยค่ะ”
“ทั้งสามคนรีบไปเปลี่ยนชุดสิคะ!”
ซ่งเมี่ยวเมี่ยวชี้ไปบริเวณที่แขวนเสื้อผ้าอย่างมีความสุข และให้
คนคระกูลซ่งทั้งสามคนหยิบชุดของตัวเองไปเปลี่ยน
ทันทีที่เข้าไปในห้อง ฉิงจื่อฉิงก็เช็ดน้าตาของตนเอง
ซ่งอวิ๋นชิงยืนมือมากอดเธอไว้เบา ๆ “ตอนนี้เมี่ยวเมี่ยวมีความสุข
มากไม่ใช่เหรอ?”
ฉิงจื่อฉิง “พวกเราต้องขอบคุณลั่วลั่ว ถ้าไม่ใช่เพราะลั่วลั่ว…”
วิญญาณกับกระดูกของเมี่ยวเมี่ยวต้องถูกกักขังไว้ข้างกาย
นักพรตชั่วคนนั้น ไม่ได้มีความสุขแบบนี้
พวกเขาก็คิดไม่ถึงว่าจะมีวันที่ได้สวมใส่เสื้อผ้าที่ลูกสาวเป็นคน
ออกแบบ
จนกระทั่งสองสามีภรรยาเปลี่ยนมาใส่ชุดใหม่เรียบร้อย เมื่อผลัก
ประตูออกมาก็เห็นซ่งจือหนานกำลังถือโทรศัพท์ถ่ายรูป
เขาถ่ายรูปของตัวเอง
สักพักก็ไปถ่ายห้องรับแขกที่กำลังคึกคักกันอยู่
สักพักก็ถ่ายรูปฉู่ลั่วกับฮั่วเซียวหมิงจากระยะไกล
ถ่ายไป ก็ส่งข้อความเสียงไปด้วย
“เห็นแล้วใช่ไหม? นี่คืองานเลี้ยงอาคารค่าวันส่งท้ายปีเก่าของ
พี่ลั่ว! ครอบครัวของเราได้รับเชิญทุกคน!”
“เห็นแล้วใช่ไหม? ทุกคนที่มา ได้สวมชุดที่สวยงามและมีศิลปะ
แบบนี้ ที่ออกแบบโดยดีไซเนอร์ที่เอกลักษณ์เฉพาะตัวโดดเด่นไม่เป็น
สองรองใครในโลก ทุกคนได้ชุดที่มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ากัน”
“พี่ลั่วกับคุณชายฮั่วจิ่วยืนคู่กันแล้วเหมาะสมมาก! โอ๊ย…”
ซ่งจือหนานหันมามองแม่ของตัวเองด้วยความงุนงง “แม่ ตีผม
ทำไม!”
ฉิงจื่อฉิง “ลูกทำอะไร? ทำไมถึงได้ถ่ายรูปในบ้านลั่วลั่ว แล้วส่งไป
ข้างนอก?”
“ผมไม่ได้ส่งไปข้างนอกนะครับ ผมส่งเข้าไปในกลุ่มของเมือง
เจียงต่างหาก” ซ่งจือหนานเลิกคิ้วอย่างภาคภูมิใจ “ฉู่จ้านก็อยู่ใน
กลุ่มด้วย”
ฉิงจื่อฉิง “…”
ซ่งจือหนานหัวเราะเย็นชา “ฉู่จ้านรู้แล้ว คนตระกูลฉู่ก็รู้กันหมด
ทุกคนแล้ว”
ซ่งอวิ๋นชิง “ความสัมพันธ์ของลั่วลั่วกับตระกูลฉู่ไม่ได้ย่าแย่
ขนาดนั้น พ่อได้ยินมาว่า ฉู่เหิงยังติดต่อกับฉู่ลั่วอยู่”
ซ่งจือหนานหัวเราะเย็นชาอีกครั้ง “นั่นเพราะพี่ลั่วจิตใจดียังไงล่ะ
ครับ! ถ้าเป็นผม…แม้แต่กล้าสักต้นเดียว ก็ไม่เหลือไว้ให้! ถ้าผมมี
ชีวิตที่ไม่ดี ใครก็อย่าคิดจะมีชีวิตที่ดีเลย”
“ผมจะส่ง ผมจะทำให้คนตระกูลฉู่รู้ ว่าพี่ลั่วเชิญทุกคนมาที่นี่ แต่
ไม่เชิญคนตระกูลฉู่เลย”
“เมื่อก่อนพวกเขาเหมือนคนตาบอด ดีกับฉู่หร่านขนาดนั้น แต่
แทบจะฉีกเลือดฉีกเนื้อเอาชีวิตถวายให้ฉู่หร่าน แล้วกับพี่ลั่วล่ะ?”
ซ่งจือหนานพูดด้วยความโกรธ “พวกเขารังแกพี่ลั่วที่จิตใจดี”
ฉิงจื่อฉิงตีซ่งจือหนานเบา ๆ “ฉู่หร่านตายไปแล้ว ในวันแบบนี้
อย่าพูดคำพวกนี้ออกมาเลย”
ซ่งจือหนานตอบรับ ก่อนจะถ่ายอีกหลายรูปส่งเข้าไปในกลุ่ม
แล้วพูดด้วยน้าเสียงเยาะเย้ยถากถาง “ไม่ต้องอิจฉาฉันหรอกนะ!
ใครใช้ให้ฉันเป็นคนขับรถส่วนตัวของพี่ลั่วล่ะ”
พูดจบก็ไม่สนใจข้อความในกลุ่มอีก และไม่สนใจด้วยว่าเมื่อมี
คนที่ได้รับข้อความเหล่านี้ จะเกิดความครึกโครมในเมืองเจียงมาก
ขนาดไหน