เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1359 กฎข้อแรกของการมีความรัก
ภายในแสงสีทอง ร่างวิญญาณโปร่งแสงนั้นโบกมือแล้วนับอย่าง
ละเอียด “คุณหนูรองหวังคนนั้นน่ะ พวกคุณรู้ไหมว่าครอบครัวเธอ
ประคบประหงมเธอขนาดไหน”
“ทั้งญาติฝ่ายพ่อและญาติฝ่ายแม่ของเธอต่างมีแต่ลูกชาย มีแค่
เธอคนเดียวที่เป็นลูกสาว แค่คิดก็รู้เลยว่าสถานะทางครอบครัวของ
เธอเป็นยังไง”
ผีรอบ ๆ พากันพยักหน้าหงึกหงัก
“แต่คุณหนูผู้ร่ารวยแบบนี้กลับถูกหลอกทั้งตัวทั้งเงินตอนมีความ
รัก ฉันถูกบรรดาพี่ชายของเธอจ้างไปด้วยเงินยี่สิบล้าน เพื่อสอนเธอ
เรื่องความรัก”
“ผู้ชายของเธอที่ทำตัวเหมือนสูงส่งมีคุณธรรม รักแค่เธอไม่ได้
รักเงินในครอบครัวของเธอนั่นน่ะ ฉันกำราบได้ในวันเดียว แล้วหา
ผู้ชายคนใหม่ที่โตมาด้วยกัน มีฐานะทางสังคมทัดเทียมกัน และรัก
เธอสุด ๆ มาหมั้นกับเธอได้ภายในหนึ่งเดือน”
“พวกคุณรู้ไหมว่าผู้ชายที่ทำตัวสูงส่งมีคุณธรรมคนนั้นหน้าไม่
อายขนาดไหน…”
ซุนหย่าจิ้งเล่าอย่างออกอรรถรส ผู้ชมด้านนอกฟังแล้วต่างมี
อารมณ์ร่วมไปกับเรื่องที่เธอเล่า
“ผู้ชายคนนี้ใช้ไม่ได้เลย ทั้งที่หวังเงิน แต่ทำไมต้องแกล้งทำเป็น
สูงส่งมีคุณธรรมด้วย”
“เสแสร้งชัด ๆ พอเห็นอีกฝ่ายไม่ต้องการเขาแล้วก็เดือดดาล
ขึ้นมา”
“ฉันไม่อยากฟังเรื่องนี้ ฉันอยากฟังเรื่องของปรมาจารย์ฉู่อะไร
นั่น เทพธิดานิกายเต๋าคนนั้นถูกนิกายเต๋าข่มเหงไม่ใช่เหรอ แล้ว
ตอนนี้เธอทำยังไงล่ะ”
“ฉันอยากฟังเรื่องที่ปีศาจจิ้งจอกและปีศาจงูแย่งนักบวชในพุทธ
ศาสนากัน”
“โอ๊ย! พวกคุณหลีกไปให้หมด ฉันอยากฟัง…”
ซุนหย่าจิ้งในแสงทองทอดมองฝูงผีที่ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวกันอยู่ข้าง
นอก แล้วเบือนหน้าเล็กน้อยไปมองทางจิ่งอันฉิงผู้มีสีหน้าอึมครึม
จิ่งอันฉิงกัดฟัน ตวาดเสียงกร้าว “ที่นี่เป็นสถานที่หยิน! พวกเธอ
มานี่เพื่อมาฟังนิทานเรื่องเล่าเหรอ”
ถ้าภูเขาที่เคยคึกคักเงียบสงัดในบัดดล
ฝูงผีซึ่งเปี่ยมด้วยความอาฆาตมองหน้ากันไปมา
ผีสาวชุดแดงตนหนึ่งปัดผมตัวเองแล้วกล่าว “หลายปีมานี้ เขา
จินหลี่ไม่เคยครึกครื้นอย่างนี้มาก่อน พวกเราถูกจองจำอยู่ที่นี่ เข้า
ไม่ได้ ออกไม่ได้ อุตส่าห์มีผีที่ช่างพูดและมีเรื่องเล่าเยอะแยะมาทั้ง
ที…”
ผีหนุ่มตัวเปียกปอนตนหนึ่งเอ่ยด้วยน้าเสียงเอื่อยเฉื่อย “ผมก็
อยากลงมือนะ แต่คุณดูแสงสีทองจากยันต์แผ่นนี้สิ ใครจะเข้าใกล้ได้!
ใครจะกล้าเข้าใกล้ด้วย!”
“ไม่ใช่ว่าถึงเวลา เธอไม่ทันกลายเป็นผีร้าย พวกเรากลับสลาย
เป็นจุณแทนเหรอ”
นัยน์ตาพิศวงของผีเหมือนเด็กน้อยตนหนึ่งกลอกขึ้นบน “คุณ
เก่งขนาดนั้น คุณลุยเองสิ! คุณเจ๋งคุณก็ทำสิ!”
จิ่งอันฉิง “…”
พลังหยินรอบตัวเธอทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ นัยน์ตาสีดำคู่นั้น
ก็กลายเป็นสีแดงพิศวง
“ไสหัวไปซะ!”
เสียงตวาดกราดเกรี้ยวดังขึ้น ผีทุกตนที่อยู่รอบ ๆ กระจายตัวกัน
ไปหมด
“รอจนเธอไปแล้ว พวกเราค่อยมาหาคุณใหม่นะ!”
“เดี๋ยวค่อยเล่านิทานต่อ! ฉันอยากฟังเรื่องของเทพธิดาฉู่”
เพียงครู่เดียว ฝูงผีก็เผ่นหนีกันหมด
จิ่งอันฉิงก้าวเดินช้า ๆ ไปอยู่ตรงหน้าก้อนแสงสีทอง ยกมือ
รวบรวมพลังหยินก่อนจะโจมตีใส่แสงทองนั้น แต่มันกลับไม่มี
ปฏิกิริยาใด ๆ
“เลิกเปลืองแรงได้แล้ว นี่เป็นยันต์ที่ปรมาจารย์ตั้งใจวาดให้ฉัน
ถ้าไม่ใช่ว่าฉันมอบยันต์อีกแผ่นที่ปรมาจารย์วาดให้คนอื่น เธอคิด
เหรอว่าฉันจะถูกเธอกักขังอยู่ที่นี่”
ซุนหย่าจิ้งไม่แม้แต่จะเงยหน้า เธอก้มมองเล็บอันพิถีพิถันของ
ตัวเองแล้วกล่าว “ได้ยินว่าเธอจ้องจะเล่นงานปรมาจารย์ฉู่ของเรามา
ตลอดเลยใช่ไหม ไม่ดูตัวเองเลยนะว่าอยู่ระดับไหน เหอะ!”
“แล้วยังยุยงให้พี่น้องของเธอไปแย่งฮั่วเซียวหมิงอีก ฮั่วเซียวหมิง
เขาเคยปรายตามองพวกเธอสักครั้งไหม”
“ฉันจะบอกเธอให้ ฮั่วเซียวหมิงน่ะวิ่งไล่ตามปรมาจารย์ของเรา
อย่าว่าแต่พี่น้องของเธอเลย ต่อให้เทพธิดาบนสวรรค์จุติลงมาก็ไม่มี
หวังหรอก”
พูดไป เธอช้อนสายตาขึ้นช้า ๆ กวาดมองจิ่งอันฉิงอย่างดูหมิ่น
“ฉันยังได้ยินว่า เธอหว่านเสน่ห์ใส่ฟู่ปู้เสวี่ยนไม่สำเร็จ อยากยกระดับ
ตัวเองเป็นคุณนายน้อยตระกูลฟู่แต่ถูกหักหน้ามาด้วย”
“ให้ฉันผู้เฒ่าจันทราแห่งยุคนี้ เป็นอาจารย์แนะแนวความรักให้
พวกเธอสองพี่น้องดีไหมล่ะ”
ไม่รอให้จิ่งอันฉิงปริปาก ซุนหย่าจิ้งก็กล่าวต่อ “กฎข้อแรกของ
การมีความรัก คือผู้ชายดี ๆ ไม่อาจได้มาด้วยการแย่งชิง”