เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1387 ไว้อาลัย
ในตอนนั้นมีเพียงหงอินที่เช็ดน้าตาอย่างระมัดระวังพลางเก็บ
เสื้อผ้าในตู่เสื้อผ้าของซุนหย่าจิ้งไป
เสื้อผ้าทุกตัวถูกเขาพับรวมกันไว้อย่างดี
ซุนหย่าจิ้ง “ช่วยอย่าเอามือเปื้อนน้าตาไปแตะต้องเสื้อผ้าระดับไฮ
เอนด์ที่ฉันยังไม่ได้ใส่จะได้ไหม!”
หูเสี่ยวหลี “ถ้าเธอไม่พอใจนัก เธอก็เก็บเองเลยสิ!”
ซุนหย่าจิ้งชูมือโปร่งใสของตนเองออกมา “ถ้าฉันเก็บเองได้ ฉัน
จะขอร้องพวกเธอเหรอ?”
ถ้าไม่ใช่เพราะกลัวจะรบกวนท่านปรมาจารย์ เธอคงไปขอยันต์
จากอีกฝ่ายมาแล้ว
ขณะที่พวกเขาหลายคนกำลังค้นหาของในห้อง ก็พลันมีเสียง
เคาะประตูเสียงดังขึ้นมา ตามด้วยเสียงพูดคุยจ้อกแจ้กจอแจ
ผีกับปีศาจในห้องพากันตัวแข็งทื่อ
ซุนหย่าจิ้งถลึงตามองปีศาจทั้งสามตน “บอกแล้วว่าให้พวกเธอ
เบาเสียงหน่อย ตอนนี้ทำเพื่อนบ้านตกใจหมดแล้ว!”
หนึ่งผีสามปีศาจมายังหน้าประตูด้วยความระมัดระวัง เมื่อมอง
เหตุการณ์ข้างนอกผ่านตาแมว เห็นยามสามสี่คนลากเด็กสาว
วัยละอ่อนคนหนึ่งไปด้านนอก
เด็กสาวคนนั้นดีดดิ้นพร้อมกับร้องโหวกเหวกโวยวาย “อย่ามา
ห้ามฉัน ฉันจะไปพบปรมาจารย์”
ยามหนึ่งคนที่เหลือถอนหายใจ เดินเข้ามาหอบเทียนและดอก
เบญจมาศที่ตั้งวางอยู่หน้าประตูออกไปทั้งหมด
ยามชำเลืองประตูใหญ่ที่ปิดสนิทครู่หนึ่งแล้วเอ่ย “คนที่เท่าไรแล้ว
นะ!”
แม้ปากจะบ่น แต่เขายังโค้งคำนับกับประตูก่อนจะหันหลังจากไป
ด้านหลังประตู พวกหูเสี่ยวหลีพากันมองซุนหย่าจิ้ง
ซุนหย่าจิ้งยืนนิ่งด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ แล้วถึงพูดขึ้นด้วยหน้าตา
เฉยเมย “ตอนที่เลือกอยู่โครงการนี้ฉันคิดไม่ผิดจริง ๆ การรักษา
ความปลอดภัยยอดเยี่ยมมาก”
จังหวะกำลังคิดอยู่ เสียงแตรก็ดังมาจากข้างนอก
“ที่นี่เป็นที่พักอาศัยส่วนบุคคล กรุณารีบออกไปโดยเร็ว กรุณา
รีบออกไปโดยเร็วด้วย”
นี่เป็นเสียงจากแผนกรักษาความปลอดภัย
ซุนหย่าจิ้งคล้ายว่านึกอะไรขึ้นได้ เธอลอยไปทางระเบียบ มองไป
ยังประตูใหญ่โครงการจากตรงนั้น
แล้วเห็นประกายแสงระยิบระยับ กับหัวของมนุษย์ที่เคลื่อนไหวไป
มา
หูเสี่ยวหลีเอ่ย “เราไปดูกันหน่อยดีไหม”
ซุนหย่าจิ้งตอบ “มีอะไรให้ดูกัน ไม่ต้องดูหรอก”
จิ่งเจียเหยียนหมอบอยู่อีกด้าน มีเพียงตาคู่หนึ่งที่โผล่ออกมา
ท่าทางเหมือนกลัวโดนคนอื่นจับได้ “ไปดูหน่อยดีกว่า พวกเขากำลัง
ไว้อาลัยเธอนะ ต้องเป็นแฟนคลับของเธอกันหมดแน่ ๆ”
ซุนหย่าจิ้งส่ายหัว “จะเป็นแฟนคลับของฉันได้ยังไง ต่อให้เป็น
แฟนคลับก็เป็นพวกแอนตี้แฟนมากกว่า ไม่แน่อาจมีบรรดาแฟนเก่า
ไม่เข้าท่าของฉันด้วย”
เธอโบกมือรัวพลางเอ่ย “ฉันไม่ไป ฉันไม่ไป”
หูเสี่ยวหลีสบตากับจิ่งเจียเหยียน เข้าไปขนาบข้างซุนหย่าจิ้ง
ซ้ายขวาแล้ววิ่งออกไปข้างนอก
ซุนหย่าจิ้งตะโกนลั่น “ทำอะไรน่ะ! พวกเธอทำอะไร! พวกเธออย่า
ลืมสิว่าเรามาทำอะไรกัน”
หงอินวิ่งไล่ตามหลังมาพลางร้องไห้ไปด้วย แต่ก็ไม่ได้เอ่ยห้าม
อะไร
หน้าประตูใหญ่ของโครงการ จุดริมรั้วมีพวงหรีดเรียงอยู่แถวหนึ่ง
ใต้พวงหรีดเป็นเทียนสีขาวถูกจุดไว้
ตรงกลางของพวงหรีดคือรูปถ่ายใบใหญ่
ซุนหย่าจิ้งในรูปทำทรงลอนใหญ่ ยิ้มให้กล้องอย่างสดใสพราว
เสน่ห์ รอบ ๆ ยังมีรูปใบเล็กอีกหลายใบ ซึ่งเป็นการบันทึกหน้าจอจาก
สตรีมของเธอทั้งนั้น
“วันนี้เป็นวันที่เจ็ดหลังคุณตาย คุณต้องกลับมาแน่ ๆ” เด็กสาวที่
ถูกยามเชิญออกมาวางดอกเบญจมาศบนพื้นแล้วเช็ดน้าตา
“เมื่อกี้ฉันเห็นนะ บนระเบียงของปรมาจารย์ซุนเหมือนมีเงาคนอยู่
ต้องเป็นปรมาจารย์ซุนที่กลับมาแน่ ๆ เลย”
เมื่อประโยคนี้ดังออกไป ทุกคนพากันมองไปทางระเบียงอย่าง
พร้อมเพรียง
ท่ามกลางความมืดมิดนั้นแน่นอนว่ามองอะไรไม่เห็น
“ผู้ชายสารเลวนั่นต้องไม่ตายดีแน่”
“ขอให้ไปสู่ภพภูมิที่ดีนะคะ”
“ฉันไปขอให้นักพรตที่อาศรมเต๋าช่วยทำพิธีส่งวิญญาณให้คุณ
ด้วย พวกเราต่างรู้ว่าคุณได้รับความไม่เป็นธรรม พวกเราจะแก้แค้น
ให้คุณเองค่ะ”
ทุกคนเข้ามาวางดอกไม้หนึ่งดอก แล้วต้องพูดทิ้งท้ายเบา ๆ สัก
ประโยค
จนกระทั่งผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามา เธอกอดรูปของซุนหย่าจิ้งไว้
แล้วร้องไห้จนหายใจไม่ทัน
ก่อนเอาแต่พร่าบอกว่าเป็นความผิดของเธอ เป็นความผิดของ
เธอทั้งหมด
จิ่งเจียเหยียนเอ่ยขึ้น “นั่นคือคุณแม่ของถังเจียว”
เมื่อเห็นผู้หญิงที่กำลังร้องไห้จนแทบหมดสติ ซุนหย่าจิ้งก้าว
ออกไปหนึ่งก้าว แต่แล้วก็ชะงัก “เกี่ยวกับเธอที่ไหน มันเป็นความผิด
ของผู้ชายเวรตะไลนั่นต่างหาก”
“บอกเธอไปตั้งกี่รอบแล้วนะ ว่าอย่าโทษตัวเองจนติดเป็นนิสัย
ทำไมถึงแก้นิสัยนี้ไม่หายสักที”