เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1398 ค าขอร้องของฝางไคจี้
เธอหันกลับไปพยักหน้าให้ฉู่ลั่วเป็นการบอกว่าตัวเองสามารถ
จัดการวิญญาณเหล่านั้นได้
ฉู่ลั่วจึงปิดประตูออกมา
ซู่เซี่ยงหยางจ้องมองอย่างกังวลอยู่ข้างนอก เขาพลันถามขึ้นมา
“มันร้ายกาจขนาดนั้นจริง ๆ เหรอครับ? พวกเราไปสังเกตดูไม่ได้
เหรอ?”
“หมอผีสิบสามเข็มเป็นตำราลับค่ะ ไม่เพียงแต่เป็นตำราลับของ
สำนักเต๋า แต่เป็นตำราลับของแดนเทพด้วย” วิชาหมอที่สามารถ
รักษาเทพเซียนได้ ไม่ได้ร่าเรียนกันได้ง่าย ๆ ขนาดนั้น “นี่เป็นสัญญา
ที่หมอผีกับแดนเทพได้ตกลงกันไว้แล้วค่ะ”
ถ้าเกิดฝ่าฝืนขึ้นมาจะต้องมีการลงโทษจากสวรรค์
“ถ้าถูกพบว่ามีคนแอบดู หมอผีสิบสามเข็มก็มีอำนาจจะจัดการ
กับคนที่แอบดูได้โดยจะไม่ต้องแปดเปื้อนหนี้เลือดอะไรเลย”
นี่คือสิทธิที่เทพเจ้าประทานให้
กระทั่งปรโลกก็เข้ามายุ่งเกี่ยวไม่ได้เช่นกัน
ซู่เซี่ยงหยางยิ้มแห้งแล้วโบกมือทันที “ถ้าอย่างนั้นก็ไม่แอบดูแล้ว
ครับ ไม่แอบดูแล้ว”
แต่ยิ่งพูดก็ยิ่งรู้สึกว่าวิชานี้ร้ายกาจมาก
ไม่เพียงซู่เซี่ยงหยางที่อยากรู้ คนทั้งแผนกเองก็อยากรู้อยากเห็น
เหมือนกัน
ไม่ว่าจะเป็นคนจากสำนักเต๋าหรือไม่ ก็ต่างพากันจ้องมองประตู
บานนั้นอย่างกังวลใจ
ไจ๋โหรวขยับเข้าไปอยู่ข้างกายฉู่ลั่วอย่างระมัดระวัง “เจ้านิกาย
ฉัน…”
เธอกำลังจะเอ่ยปาก แต่ประตูก็เปิดออกพร้อมกับกว่านหว่านที่
เดินออกมาเสียก่อน
ดวงตาของทุกคนเบิกโตพร้อมกัน
ไม่สิ…
หรือว่าวิชาเธอไม่เข้าขั้นถึงได้แพ้แล้ว?
กว่านหว่านจ้องมองฉู่ลั่ว
ฉู่ลั่วเข้าใจทันทีจึงเดินเข้าไปหาอีกฝ่าย กำลังจะซักถามว่ามี
ปัญหาอะไรหรือเปล่า แต่พอสัมผัสได้ถึงวิญญาณที่อยู่ด้านหลังกว่าน
หว่าน เธอก็พลันเงียบไป
เป็นฝางไคจี้
หรือถ้าจะพูดให้ถูกก็คือเป็นวิญญาณของฝางไคจี้
เขากำลังก้มลงมองวิญญาณของตัวเอง
จากนั้นกว่านหว่านก็พิมพ์บอก “เขาบอกว่ามีเรื่องสำคัญจะคุย
กับคุณ”
ฉู่ลั่วพยักหน้า แล้วพาฝางไคจี้ตามออกมาจนถึงห้องสอบสวนอีก
ห้องหนึ่ง
วิญญาณของฝางไคจี้ดูเลือนราง แม้ว่าจะได้รับการรักษาจนฟื้น
คืนสติมาแล้ว แต่วิญญาณก็ยังคงอ่อนแออยู่มาก
ฉู่ลั่วถามขึ้น “คุณมีเรื่องสำคัญอะไรจะบอกฉันคะ?”
ฝางไคจี้เงยหน้าขึ้นช้า ๆ
ในตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่เขาเป็นถึงดาราอันดับต้น ๆ ของวงการ
บันเทิง เรื่องรูปร่างหน้าตานั้นไม่ต้องพูดถึงเลย ไม่อย่างนั้นก็คงไม่มี
แฟนคลับสาว ๆ มาหลงใหลเขาขนาดนั้นหรอก
แต่เมื่อเทียบกับซูเปอร์สตาร์แห่งวงการบันเทิงก่อนหน้านี้แล้ว
ฝางไคจี้ในตอนนี้หน้าตาธรรมดา สายตาฉายแววว่างเปล่า ความ
หยิ่งทะนงลดลงไปมาก แล้วก็…ดูเป็นทุกข์มากด้วย
“ตอนผมยังมีสติอยู่ ผมเห็นอะไรในตัวของจิ่งอันฉิงเยอะมากเลย
ครับ”
ฉู่ลั่ว “…”
“ผมเห็นผู้ชายที่ชื่อปี้ฮั่นอินคนนั้น แล้วผมก็รู้ด้วยว่าเขาอยู่ที่
ไหน”
แววตาของฉู่ลั่วเปลี่ยนไปทันที
ซู่เซี่ยงหยางซึ่งคอยสังเกตอยู่ที่ห้องสอบสวนอีกด้านก็มีสีหน้า
ตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย
ปี้ฮั่นอิน!
ฝางไคจี้พูดต่อ “ผมรู้ว่าพวกคุณอยากหาตัวเขา แล้วผมก็บอก
ตำแหน่งที่อยู่ของเขากับพวกคุณได้ แต่ผมมีเงื่อนไขอยู่หนึ่งข้อ”
“เงื่อนไขอะไรคะ?”
ซู่เซี่ยงหยางรีบกดไมค์แล้วแจ้งฉู่ลั่วผ่านหูฟังที่เธอใส่อยู่ “ถ้า
เงื่อนไขมันไร้เหตุผลมากเกินไปก็ปฏิเสธไปนะครับ!”
“ผมอยาก…” ฝางไคจี้กำมือตัวเองอย่างแรงแล้วเงยหน้ามองฉู่ลั่ว
“ผมอยากรู้ว่าถ้าไม่มีจิ่งอันฉิง ผมกับฉู่หร่านจะลงเอยกันแบบไหน
ครับ?”
ฉู่ลั่ว “…”
ภายในห้องสอบสวนตกอยู่ในความเงียบงันทันใด
ฝางไคจี้ดูกังวลอย่างเห็นได้ชัด “ไม่ได้เหรอครับ? คนที่เข้าร่าง
ของจิ่งอันฉิงใช้ยันต์แผ่นหนึ่งที่ทำให้จิ่งอันฉิงเห็นช่วงชีวิตของเธอ
คุณได้ชื่อว่าเป็นเทพธิดาน้อย หรือว่าคุณไม่ได้เก่งกาจเท่ากับคนคน
นั้นเหรอครับ?”
เขากำลังยั่วยุฉู่ลั่ว
ตอนนี้เขามีเพียงแค่วิธีนี้เท่านั้น
“มีค่ะ”
ฉู่ลั่วยื่นมือออกไปข้างหนึ่ง ไม่นานยันต์ผืนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นบน
มือของเธอ เธอเอายันต์แปะบนหน้าผากของฝางไคจี้แล้วเอ่ย “เมื่อมี
ยันต์ผืนนี้ คุณก็จะมองเห็นชีวิตอย่างเดิมของคุณกับฉู่หร่านค่ะ”