เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1416 ท่านปรมาจารย์มักจะมีแผนส ารอง
คำพูดข่มขู่อย่างอุกอาจนี้ ไม่เพียงแต่ทำให้สีหน้าของซู่เซี่ยง
หยางเปลี่ยนไป แต่ยังทำให้สีหน้ายมทูตขาวที่อยู่อีกด้านเปลี่ยนไป
ด้วย
เขากระตุกโซ่ของตัวเองเล็กน้อย “ท่านปรมาจารย์ โปรด
อนุญาตให้ผมกลับไปรายงานต่อสิบสองวังยมราชก่อน บางทีอาจจะ
มีโอกาส…”
ฉู่ลั่วพยักหน้ารับ
ยมทูตขาวจึงหายตัวไปทันที
ราชานรกท่าทางมั่นใจ ไร้ซึ่งความหวาดกลัว
แต่แววตาฉู่ลั่วเย็นชาขึ้นหลายส่วน
ซู่เซี่ยงหยางก็มองออก ราชานรกไม่ได้บังคับให้ตัวเองทำตัวอยู่
อย่างสงบ แต่เขาไม่หวาดกลัวอะไรเลยจริง ๆ
หลังจากนั้นไม่นาน ยมทูตขาวก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง
เขาไม่พูดจาอะไร แต่กลับไม่กล้ามองหน้าฉู่ลั่วโดยตรง ทว่าเขา
จะไม่กลับมาก็ทำไม่ได้อีก “ยมโลกไม่สามารถตัดสินกรรมดีกรรมชั่ว
ของมนุษย์ได้ครับ หากดื้อดึงจะพาคนเป็นเข้าไปยมโลก และยังเป็น…
นี่เป็นกฎของยมโลกครับ”
“ท่านปรมาจารย์…”
ยมทูตขาวยังอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่ฉู่ลั่วกลับพยักหน้าตอบ
“ฉันเข้าใจแล้วค่ะ”
เธอดึงเชือกพาราชานรกเดินออกไปนอกเมืองผีเฟิงตู
ยมทูตขาวยังมีสีหน้ากังวลอยู่ที่เดิม เมื่อเห็นความอวดดีของ
ราชานรก ดวงตาผีก็พลันเปลี่ยนไป
ยมทูตดำลอยเข้ามาหาเขา “ท่านปรมาจารย์ว่ายังไงบ้าง?”
“เจ้าเข้ามาเร็วเหลือเกินนะ!” ดวงตาของยมทูตขาวกวาดมอง
ยมทูตดำหัวเราะแห้ง ๆ “ข้ากลัวจะทำเสียหน้าต่อหน้าท่าน
ปรมาจารย์ยังไงเล่า”
“เพราะอย่างนั้นเลยให้ข้าอับอายขายหน้ากับท่านปรมาจารย์
แทนใช่ไหม?”
ยมทูตดำข้ามคำถามนี้ไปทันที แต่ก็มองราชานรกที่ยังคงทำ
ท่าทางยั่วโมโหด้วยสายตาเย็นชา “เจ้าคิดว่า…ท่านปรมาจารย์จะมีวิธี
จัดการเจ้านั่นหรือเปล่า?”
ยมทูตขาวก็มองไปทิศทางเดียวกัน “เขาได้รับแต่งตั้งจากยมโลก
และยังเป็นมนุษย์นักพรต ทั้งยังได้ขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งเซียนบนโลก
แล้ว เขาไม่มีวันตาย ยมโลกก็ไม่สามารถจัดการกับเขาได้อีก”
ยมทูตดำกลับขมวดคิ้ว “แต่ข้ารู้สึกว่าท่านปรมาจารย์มักจะมี
แผนสำรองอยู่เสมอ”
ยมทูตขาว “…”
……
ราชานรกรคำรามอย่างอวดเบ่ง
สีหน้าของซู่เซี่ยงหยางเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เขากัดฟันและหัน
กลับไปมองราชานรกหลายครั้ง
แต่ราชานรกกลับหัวเราะเย็นชา “เจ้าก็ด้วย! ข้าไม่มีทางปล่อย
เจ้าไปเด็ดขาด เจ้าจะต้องไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน แต่ครอบครัวของ
เจ้า…ข้าจะให้พวกเขากลับมาเกิดในครอบครัวที่ดี”
ซู่เซี่ยงหยางเบิกตากว้าง เขาหันไปจะลงมือทุบตีราชานรก แต่
ถูกฉู่ลั่วดึงแขนเอาไว้
ซู่เซี่ยงหยางเอ่ยหัวเสีย “คุณได้ยินที่เขาพูดไหม? เขาบอกจะลง
มือทำร้ายครอบครัวของผม!”
“เมืองผีเฟิงตู มีแต่วิญญาณที่มีตราประทับบุปผาแห่งความตาย
เท่านั้นที่จะเข้าไปได้ คุณกับครอบครัวของคุณไม่มีตราประทับนี้นะ
คะ”
คนที่ถูกประทับตราคือเธอต่างหาก!
ราชานรก “ตอนนี้ไม่มี ไม่ได้หมายความว่าต่อไปจะไม่มี บุปผา
แห่งความตายของเจ้าก็ไม่ได้มีมาตั้งแต่เกิดนี่!”
ตอนนั้นเองพวกเขาก็มาถึงเส้นขอบค่ายกลของเมืองผีเฟิงตูแล้ว
เทพเอกเก้าญาณกำลังนอนหมอบกินของอร่อยอยู่ตรงขอบค่าย
กล พอเห็นพวกเขาออกมาก็เงยหน้าขึ้นอย่างเกียจคร้าน “จะกลับ
ออกไปแล้วเหรอ?”
ราชานรกเห็นอีกฝ่ายก็ชะงักไป “ผู้อาวุโส! ท่านพาพวกเขาเข้า
มาหรือขอรับ?”
เทพเอกเก้าญาณตอบรับอย่างขอไปที เขายังคงมองฉู่ลั่วด้วย
ท่าทางเกียจคร้านเช่นเคย “จะออกไปเหรอ?”
ฉู่ลั่วตอบรับ ก่อนจะบอกซู่เซี่ยงหยาง “คุณออกไปก่อน ฉันจะรอ
คุณอยู่ที่นี่”
จากนั้นเธอก็กระซิบข้างหูซู่เซี่ยงหยางสองสามประโยค
ซู่เซี่ยงหยางขมวดคิ้ว ก่อนดวงตาจะเป็นประกายขึ้นอีกครั้ง
สุดท้ายเขาเอ่ยถามฉู่ลั่วด้วยความกังวลว่า “จะเป็นไปได้เหรอครับ?”
“ได้หรือไม่ได้ แค่ลองดูก็รู้แล้วค่ะ”
ซู่เซี่ยงหยาง “ผมจะลองส่งคำร้องไป แต่ทางสถาบันวิจัยอาจจะ
ไม่ตอบรับนะครับ”
เห็นซู่เซี่ยงหยางเข้ามาหา เทพเอกเก้าญาณก็คำรามเสียงดัง
ค่ายกลพลันเปิดออก ซู่เซี่ยงหยางจึงเดินออกไป
เห็นเทพเอกเก้าญาณช่วยพวกฉู่ลั่วเปิดปิดค่ายกลเมืองผีเฟิงตู
ราชานรกก็นิ่งอึ้งไปแล้ว “ผู้อาวุโส ท่าน…เหตุใดถึงไปช่วยพวกเขา
ขอรับ?”
เทพเอกเก้าญาณเลียอมยิ้มแท่งใหญ่ยักษ์ “แล้วทำไมจะช่วย
ไม่ได้?”
ราชานรก “พวกเขาเป็น…”
“พวกเจ้าก็เป็นมนุษย์เหมือนกันนี่!” เทพเอกเก้าญาณเหลือบตา
มอง “สำหรับข้าไม่มีอะไรแตกต่างกันหรอก!”