เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1427 รู้จักมารยาท
“เมืองผีเฟิงตูถูกสร้างโดยไท่อี่เทียนจุน และบรรพจารย์ของ
ตระกูลจี้คือศิษย์ใต้สำนักไท่อี่เทียนจุน” จี้ไจ่อธิบายอย่างใจเย็น “การ
ทำลายเมืองผีเฟิงตู ถือเป็นการจาบจ้วงร้ายแรง”
ฉู่ลั่วเอ่ย “เมืองผีเฟิงตูไม่ได้มีอยู่มานานแล้ว เมืองผีเฟิงตู
ในตอนนี้ถูกราชานรกตัวปลอมคนหนึ่งควบคุมไว้ก็เท่านั้นค่ะ”
จี้ไจ่เอ่ยตอบ “แต่มันก็ยังเป็นเมืองผีเฟิงตูอยู่ดีครับ”
ฉู่ลั่ว “…”
เธอสบตากับจี้ไจ่ขณะพูด “เพราะฉะนั้น พวกเขาจึงลงโทษคุณ
เพียงเพราะเรื่องเมืองผีเฟิงตูของปลอมอย่างนั้นเหรอคะ! แถมยังทำ
ร้ายคุณหนักขนาดนี้”
พลังวิญญาณระดับนั้นไหลเวียนอยู่บนขาของเขา คอยพุ่ง
กระแทกชีพจรเป็นการสร้างความเจ็บปวดอันใหญ่หลวงให้
จึ้ไจ่ยกมุมปากยิ้มบาง ๆ “นี่เป็นกฎของสำนักครับ”
ทันใดนั้น สีหน้าเขาก็เย็นชาลงเล็กน้อย สายตาชำเลืองด้าน
นอกแล้วเบนกลับมาอย่างรวดเร็ว “ในเมื่อเจ้านิกายได้พบผมแล้ว ถ้า
ไม่มีอะไรก็รีบกลับไปสำนักงานเถอะครับ”
“เมืองผีเฟิงตู ราชานรกตัวปลอม และปี้ฮั่นอิ่น ทุกเรื่องประเด
ประดังเข้ามาพร้อมกัน คงต้องยุ่งกันเป็นพัลวันเลยนะครับ”
เขากำลังเอ่ยปากไล่
ฉู่ลั่วรับรู้ได้แต่ไม่ยอมขยับ เธอยังคงนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ แล้วเลิก
ผ้าห่มขึ้นอีกครั้ง
“เจ้านิกายครับ!”
จี้ไจ่เร่งเร้า
ฉู่ลั่วยกมือขึ้น รวบรวมพลังวิญญาณไว้ที่ปลายนิ้ว แล้วทาบไป
บนขาของจี้ไจ่
พลังวิญญาณที่เคยกระแทกกระทั้นชีพจรของจี้ไจ่พลันอ่อนโยน
ลง และค่อย ๆ สลายตัวออกตามแรงพลังวิญญาณของฉู่ลั่ว
ตึก ๆ ๆ
เสียงฝีเท้ามากมายดังมาจากหน้าประตู
“เจ้านิกายครับ!”
จี้ไจ่เอ่ยเร่งด้วยความร้อนใจอีกครั้ง
แต่ฉู่ลั่วไม่สนใจอะไรทั้งนั้น
กระทั่งมีเสียงดังตึง ประตูถูกใครบางคนผลักเปิดจากด้านนอก
อย่างแรง ผู้คนนับสิบในชุดนักพรตยืนอยู่หน้าประตู ทุกสายตาล้วน
จดจ้องเข้ามาในห้องอย่างเย็นชา
ชายเกล้าผมซึ่งยืนหน้าสุดส่งเสียงออกมาว่า “ไม่ทราบว่าเจ้า
นิกายกำลังทำอะไรอยู่”
ฉู่ลั่วดึงมือกลับ “ช่วยเขาค่ะ”
“อาจารย์!” ขาของจี้ไจ่กลับเป็นปกติแล้ว เขารีบเลิกผ้าห่มออก
แล้วลงจากเตียง สองมือประสานกัน กล่าวต่อหน้าผู้ชายคนนั้นอย่าง
นอบน้อม “เจ้านิกายมาเยี่ยมผม พอเห็นว่าขาผมยังเดินไม่ได้ เลย
เข้าใจว่าเป็นเพราะบาดแผลที่ผมได้รับจากเฟิงตู ถึงได้ใช้วิชาช่วยผม
ไว้เมื่อกี้ครับ”
“เจ้านิกายครับ เขาคืออาจารย์ของผม นักพรตเทียนหลัว”
นักพรตเทียนหลัวสะบัดแส้ปัด เชิดคางขึ้นเล็กน้อย มองฉู่ลั่วด้วย
สายตาดูหมิ่นดูแคลน
เขารอให้ฉู่ลั่วทำความเคารพเขา
หารู้ไม่ว่าหลังรออยู่พักหนึ่ง ฉู่ลั่วกลับยังนิ่งไม่ไหวติง เอาแต่จ้อง
มองเขาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
“สมแล้วที่ไม่มีสำนักไม่มีพรรคและไม่มีอาจารย์ ไม่รู้จักมารยาท
เลยสักนิด”
ชายสูงผอมคนหนึ่งด้านหลังปรมาจารย์เทียนหลัวก้าวออกมา
พลางแค่นเสียงเย็น
“เพราะอย่างนั้น คนที่มีสำนัก มีพรรค และมีอาจารย์อย่างพวก
คุณถึงได้รู้จักมารยาทที่ดีใช่ไหมคะ”
“แน่นอน รู้จักดีกว่าคนบางจำพวกที่ไม่มีสำนักไม่มีพรรคอีก”
ฉู่ลั่วหัวเราะเบา ๆ นั่งบนเก้าอี้ไม้ทรงโบราณด้วยท่วงท่าสง่า ก่อน
จะเอ่ยขึ้น “ฉันคือเจ้านิกาย!”
สีหน้าคนตระกูลจี้เปลี่ยนไปเล็กน้อย
โดยเฉพาะคนสูงผอมคนนั้น เขาเลิกตากว้างอย่างไม่อยากจะ
เชื่อพร้อมกล่าว “คุณ…คุณหมายความว่าอย่างไร นี่คุณคิดจะให้
พวกเราทำความเคารพคุณเหรอ”
ฉู่ลั่วเอ่ยอีกครั้ง “ฉันคือเจ้านิกาย”
“บังอาจเกินไปแล้ว คุณกล้าดียังไง!”
“ฉันคือเจ้านิกาย”
“คุณ…คุณ…มันจะเกินไปแล้วนะ”
“ฉัน คือ เจ้านิกาย”
ไม่ว่าคนตระกูลจี้พูดอะไรออกมา ฉู่ลั่วพูดเพียงประโยคเดียว
กลับตอกหน้าคนตระกูลจี้จนพูดอะไรไม่ออก
“เอาล่ะ!” นักพรตเทียนหลัวต่อว่าเสียงเบา เขากัดฟันมองฉู่ลั่ว
อย่างไม่เต็มใจ
ผ่านไปครู่ใหญ่ จึงประสานมือไว้หลวม ๆ “คารวะเจ้านิกาย”
ฉู่ลั่วเชิดสายตาขึ้นมองคนสิบกว่าคนด้านหลัง
คนสิบกว่าคนนั้นมองหน้ากันไปมา สุดท้ายก็ประสานมืออย่างไม่
เต็มใจเหมือนกัน “คารวะเจ้านิกาย”
ฉู่ลั่วเอ่ย “สมกับที่เป็นหนึ่งในเจ็ดสิบสองสำนักเซียนแห่งลัทธิเต๋า
มีสำนัก มีพรรค มีอาจารย์ไม่พอ ยังรู้จักมารยาทด้วย”