เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1429 อย่าได้คิดจะเข้าไปในองค์กรอีก
“แต่เมืองผีเฟิงตูถูกราชานรกตัวปลอมครอบครองเป็นของตัวเอง
มานานแล้วนะคะ” ฉู่ลั่วมองคนร่างผอมสูงคนนั้น “จี้ไจ่เป็นนายน้อย
ตระกูลจี้ พอรู้ว่าเมืองผีเฟิงตูที่บรรพจารย์สร้างขึ้นมาต้องถูก
ครอบครองไปแบบนั้น เราไม่ควรจัดการเขาเหรอคะ?”
“อีกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นตัวปลอม ไม่ว่าจะเป็นปีศาจหรือว่าผี ขอ
เพียงครอบครองเมืองผีเฟิงตูไป ตระกูลจี้ของพวกคุณก็จะเคารพว่า
เขาเป็นบรรพจารย์ไปเสียหมดเหรอคะ?”
“คุณ…” คนร่างผอมสูงถูกพูดจาใส่แบบนั้นก็ทำได้เพียงมอง
นักพรตเทียนหลัวอย่างกังวล
นักพรตเทียนหลัวค่อย ๆ มีสีหน้าเย็นชาขึ้นมา แม้แต่แขกที่อยู่
ตรงหน้าก็ไม่ให้เกียรติแล้ว
สายตาราวกับคมมีดของเขาจ้องมองไปยังฉู่ลั่ว
ฉู่ลั่วเอ่ยต่อ “หรือจะบอกว่าการที่ตระกูลจี้ลงโทษจี้ไจ่นั้นเป็น
เพราะฉันอย่างนั้นเหรอคะ?”
“คุณรู้ก็ดี!” ไม่รู้ว่าใครเป็นคนพูดออกมาอย่างเฉยชาท่ามกลาง
กลุ่มคนตรงหน้า
คำพูดนี้ยั่วยุคนได้เป็นอย่างมาก แต่คนทั้งตระกูลจี้ก็ต่างมีท่าที
เหมือนจะคิดแบบนั้นอยู่แล้ว
ฉู่ลั่วพยักหน้าเข้าใจ “ที่แท้ก็เป็นเพราะฉันนี่เอง”
จี้ไจ่พูดขึ้น “เจ้านิกายครับ เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับคุณนะครับ
สาเหตุเป็นเพราะผมต่างหาก”
“ในเมื่อตระกูลจี้ไม่ยอมให้จี้ไจ่เข้าไปในองค์กรแบบนี้แล้วก็ไม่ได้
เต็มใจให้เขาไปกับฉันด้วย ถ้าอย่างนั้นฉันคงจะไปบังคับไม่ได้ค่ะ”
คำพูดของจี้ไจ่ชะงักไปเลยทีเดียว
เขามองฉู่ลั่วอย่างตกตะลึงพร้อมกับความเสียใจที่ปรากฏขึ้นมา
ในแววตา
“ไม่เพียงจี้ไจ่ แต่ทั้งตระกูลจี้ก็อย่าได้คิดจะเข้าไปในองค์กรอีก”
หลังจากพูดจบ ฉู่ลั่วก็มองนักพรตเทียนหลัวพร้อมรอยยิ้ม “แบบ
นี้ทุกคนพอใจแล้วใช่ไหมคะ?”
พอใจ?
พอใจกับผีน่ะสิ!
ทั่วทั้งสำนักเต๋าในตอนนี้มีใครบ้างที่ไม่รู้ว่าองค์กรใช้งานเผ่า
ปีศาจกับพวกผีเป็นจำนวนมากแค่ไหน
ทั้งองค์กรนั้นมีมนุษย์ผู้บำเพ็ญอยู่น้อยที่สุดแล้ว
หากเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ เกรงว่าสำนักเต๋าจะต้องสูญเสีย
ตำแหน่งในองค์กรไปแน่นอน
องค์กรนี้เดิมทีเป็นองค์กรที่สำนักเต๋ากับทางรัฐบาลร่วมมือกัน
แต่ทั้งหมดนั้นกลายเป็นสถานที่ให้พวกภูตผีปีศาจกำเริบเสิบสานกัน
ใหญ่แล้ว
ตอนนั้นทั่วทั้งสำนักเต๋าล้วนกำลังเตรียมจะจัดการส่งลูกศิษย์ที่มี
ความสามารถโดดเด่นในสำนักเข้าไปในองค์กรโดยเร็วที่สุด
ก่อนหน้านี้พวกเขาไม่ยินยอม
ฉู่ลั่วกับองค์กรมีการบังคับและหลอกล่อด้วยผลประโยชน์อยู่
หลายครั้ง พวกเขาก็ยังเฉย
แต่ครั้งนี้…
พวกเขาเลือกได้อย่างรวดเร็วเลย
พวกเขาเตรียมที่จะส่งลูกศิษย์เหล่านี้เข้าไปในองค์กรในเวลาอัน
เหมาะสม
แต่ใครจะรู้ว่าฉู่ลั่วจะบอกว่าไม่ต้องการจี้ไจ่กับคนจากตระกูลจี้
เข้าไปในองค์กรแล้ว
นักพรตเทียนหลัวจึงพูดขึ้นมา “เจ้านิกาย นี่มันหมายความว่า
ยังไงกัน?”
“ก็ต้องดูว่าตระกูลจี้คิดจะออกจากองค์กรเพราะว่าไม่ชอบฉัน
หรือว่าเพราะว่าฉันจัดการราชานรกตัวปลอมและทำลายเมืองผีเฟิง
ตู”
ทั้งสองเหตุผลนี้พวกเขาล้วนไม่ต้องการทั้งสิ้น
ไม่ว่าจะพูดเรื่องไหนออกไป ตระกูลจี้ของพวกเขาก็ล้วนเสียหน้า
ทั้งนั้น
นักพรตเทียนหลัวโกรธจนแก้มสั่นไปหมด
คนตระกูลจี้ทั้งโกรธทั้งไม่กล้าพูดอะไร
หางตาฉู่ลั่วเหลือบมองไปทางจี้ไจ่เล็กน้อย
ในตอนที่จี้ไจ่สบตากับฉู่ลั่ว เขาก็เข้าใจในทันที
“เจ้านิกาย” จี้ไจ่ลุกขึ้นยืนแล้วประสานมือ “ตระกูลจี้ไม่ได้ไม่
เคารพเจ้านิกายนะครับ แล้วก็ให้ความร่วมมือกับทางองค์กรอย่าง
เต็มที่ด้วย”
ฉู่ลั่วตอบ “เหรอคะ? ตระกูลจี้คิดแบบนี้กันหมดเหรอคะ?”
เธอกวาดสายตามองคนตระกูลจี้ที่อยู่ตรงนั้น
“แน่นอนครับ! ผมเป็นนายน้อยตระกูลจี้ เป็นตัวแทนของตระกูลจี้
ครับ”
ฉู่ลั่วเบือนสายตากลับมาแล้วเอ่ยว่า “ในเมื่อนายน้อยตระกูลจี้
เอ่ยปากเองแบบนี้แล้ว ถ้าอย่างนั้นฉันก็เชื่อมั่นกับตระกูลจี้ค่ะ”
เธอเอามือข้างหนึ่งไพล่หลังก่อนจะพูดด้วยใบหน้าเคร่งขรึม “จี้
ไจ่ ตระกูลจี้เป็นหนึ่งในเจ็ดสิบสองสำนักเซียน การสืบทอดกันมา
จนถึงตอนนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย”
“คุณอยู่ในฐานะนายน้อยตระกูลจี้ก็ต้องแบกภาระความ
รับผิดชอบทั้งหมดไป”
“และฉันเชื่อว่าการที่ตระกูลจี้สืบทอดกันมาได้จนถึงตอนนี้ ไม่ใช่
เพราะผลักความรับผิดชอบและคอยรังแกคนรุ่นหลังหรอกค่ะ”
คำพูดนี้เป็นการตบหน้าคนตระกูลจี้อย่างชัดเจนเลย