เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1430 มันไม่ใช่เรื่องส่วนตัว
สีหน้าของนักพรตเทียนหลัวเดี๋ยวแดงเดี๋ยวซีดแต่กลับพูดอะไร
ไม่ออกเลยสักคำ
ฉู่ลั่วยังคงเอ่ยต่อ “ส่งฉันกลับไปเถอะค่ะ ในเมื่อร่างกายของคุณ
ไม่ได้มีปัญหาอะไรก็รีบกลับไปที่องค์กรโดยเร็วที่สุดนะคะ”
“หลังจากเรื่องเมืองผีเฟิงตูยังมีเรื่องอื่นที่ต้องจัดการอีกมากเลย
ค่ะ”
“ครับ”
จากนั้นฉู่ลั่วก็เดินออกไปโดยไม่แม้แต่หันมองคนตระกูลจี้ด้วยซ้า
พอเดินมาถึงหน้าประตูก็ได้ยินเสียงของนักพรตเทียนหลัวถาม
ตามหลังมา “เจ้านิกายพูดได้เด็ดเดี่ยวมาก ไม่ทราบว่าเจ้านิกายจะ
จัดการกับการกลับชาติมาเกิดของมังกรปีศาจยังไงครับ?”
ฉู่ลั่วหันไปมองนักพรตเทียนหลัว
แล้วก็เหลือบมองจี้ไจ่อีกที
จี้ไจ่รีบพูด “ผมไม่ได้บอกนะ”
นักพรตเทียนหลัวจึงแค่นเสียงหัวเราะเยาะ “คุณรู้ตั้งนานแล้ว
คุณกล้าปิดบังเรื่องใหญ่ขนาดนี้กับพวกเรา! คุณนี่จริง ๆ เลยนะ…
อย่าลืมหน้าที่รับผิดชอบในฐานะผู้บำเพ็ญสำนักเต๋าของคุณสิ”
“กำจัดปีศาจพิทักษ์ลัทธิเต๋า ช่วยเหลืออาณาประชาราษฎร์”
จี้ไจ่เม้มปากไม่พูดอะไร
นักพรตเทียนหลัวเองก็ไม่ได้สนใจเขาแล้วมองฉู่ลั่ว “ไม่ทราบว่า
เจ้านิกายจะจัดการกับเรื่องมังกรปีศาจยังไงครับ? ตัวตนของมังกร
ปีศาจที่กลับชาติมาเกิดนี้ดูเหมือนว่าจะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเจ้า
นิกายนะครับ”
“ผมเชื่อว่าเจ้านิกายจะจัดการอย่างยุติธรรม โดยไม่ใช้อำนาจ
เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว”
“แล้วจงใจปล่อยให้มังกรปีศาจที่ทำลายโลกในตอนนั้น มาสร้าง
ความหายนะให้กับโลกมนุษย์อีก”
ฉู่ลั่วสบตากับนักพรตเทียนหลัวอย่างนิ่งเฉย “ดูท่าทางตระกูลจี้
ของพวกคุณคงไม่เคยได้อ่านกฎขององค์กรอย่างละเอียดเลยจริง ๆ
สินะคะ แม้แต่กฎพื้นฐานก็ยังไม่เข้าใจเลย”
นักพรตเทียนหลัวขมวดคิ้ว เขาอยากจะพูดอะไรสักอย่างต่อ แต่
ก็เห็นว่าฉู่ลั่วหันหลังเดินออกไปแล้ว
“เมื่อไหร่ที่คนตระกูลจี้เข้าใจกฎทั้งหมดขององค์กรก็ค่อยเข้ามา
องค์กรเมื่อนั้นค่ะ!”
จี้ไจ่เดินตามหลังเธอไป กระทั่งออกไปถึงสวนได้ไม่กี่ก้าวก็ได้ยิน
เสียงดังมาจากด้านในสวนอย่างชัดเจน
มันเป็นเสียงตะคอกด้วยความเกรี้ยวโกรธ
แล้วก็เป็นเสียงโต๊ะที่หักพังด้วย
จี้ไจ่ถอนหายใจเบา ๆ
เขากระซิบพูดกับฉู่ลั่วว่า “เจ้านิกาย คุณไม่ควรเป็นปฏิปักษ์กับ
ผมและตระกูลของผมนะครับ”
ฉู่ลั่วเอ่ยกับเขา “ฉันคิดไม่ถึงเลยว่าคุณจะอยู่ในตระกูลจี้ที่เป็น
แบบนี้”
จี้ไจ่ตอบ “…เจ้านิกาย ในเวลาแบบนี้คุณควรจะเป็นว่าไม่เห็น
อะไรทั้งนั้น แล้วเก็บเรื่องนี้เอาไว้ในใจนะครับ”
มีอย่างที่ไหนถึงได้พูดออกมาอย่างเปิดเผยแบบนี้
คำพูดเธอมันตรงเสียจนทิ่มแทงหัวใจคนทั้งตระกูลได้แล้ว
เมื่อมาถึงประตูใหญ่ของตระกูลแล้ว ชายชราก็โค้งให้พลางมอง
พวกเขายิ้ม ๆ ราวกับว่าไม่แปลกใจเลยสักนิดที่ขาทั้งสองข้างของจี้
ไจ่หายแล้ว
“เจ้านิกายจะไปเลยเหรอครับ?”
ฉู่ลั่วพยักหน้า
ชายชรายังคงยิ้มอยู่ “นายน้อย คุณไปส่งเจ้านิกายสิครับ”
ค่ายกลตระกูลจี้มีเพียงคนที่มีสายเลือดตระกูลจี้เท่านั้นถึงจะผ่าน
เข้ามาได้ เว้นเสียแต่ว่าจะบุกเข้ามาด้วยพลังอันแข็งแกร่งจริง ๆ
จี้ไจ่จึงพาฉู่ลั่วออกไปส่ง
ฉู่ลั่วยืนนิ่ง มองจี้ไจ่แล้วถามต่อ “มันแปลกมากเลยนะคะ! เห็น ๆ
กันอยู่ว่าคุณเป็นถึงนายน้อยตระกูลจี้ แต่กลับถูกอาจารย์ของคุณ
รังแกแล้วก็ถูกคนตระกูลจี้ดูถูกอีก”
จี้ไจ่ชะงักไป เขาถึงกับทำตัวไม่ถูก “เจ้านิกาย ผมคิดว่าเมื่อครู่
ผมพูดชัดเจนมากแล้วนะครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัว…”
“ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวค่ะ” ฉู่ลั่วพูดแทรกเขา “พวกเขายกเอาเมืองผี
เฟิงตูกับฉันมาเป็นข้ออ้างเพื่อรังแกคุณ มันไม่ใช่เรื่องส่วนตัวแล้วค่ะ”
จี้ไจ่เม้มริมฝีปาก
ทั้งสองสบตากันเงียบ ๆ
ฉู่ลั่วรออยู่สักพักก็ไม่ได้คำตอบ จึงทำได้แค่ทอดถอนใจแล้วบอก
“ถ้าคุณไม่อยากพูดฉันก็จะไม่บังคับคุณค่ะ”
เธอหันหลัง ท่องคาถา ประสานมือ แล้วจากนั้นไม่นานก็หายวับ
ไป
จี้ไจ่ยังไม่ทันตั้งตัว ฉู่ลั่วก็หายไปต่อหน้าเขาแล้ว
เขายืนตะลึงอยู่ตรงนั้นสักพักหนึ่ง
จนกระทั่งได้ยินเสียงดังมาจากด้านหลัง
“นายน้อย เมื่อครู่คุณทำให้เจ้านิกายโกรธเหรอครับ?”
“ผมเปล่าครับปู่หลิว”
“ยังจะบอกว่าเปล่าอีก! ถ้าเปล่าจริง ๆ คุณก็คงไม่ยืนเหม่ออยู่ตรง
นี้หรอก” ปู่หลิวโค้งตัวแล้วส่ายหน้า “ยังเด็กเกินไปจริง ๆ”
จี้ไจ่ “…”