เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1431 คุกเข่าส านึกผิด
จี้ไจ่หันหลังเดินกลับเข้าบ้านตระกูลจี้
เพิ่งจะเดินเข้าไปก็เห็นว่ามีคนตระกูลจี้สามสี่คนยืนอยู่ในสวน
“ไปศาลบรรพชน”
จี้ไจ่พยักหน้าแล้วเดินตามพวกเขาไปยังศาลบรรพชน
……
ณ ศาลบรรพชน
ด้านบนแขวนสามมหาเทพซานชิงเอาไว้ ส่วนด้านล่างเป็นแผ่น
ไม้ขนาดใหญ่ที่คลุมผ้าสีแดง ถัดลงไปอีกคือแผ่นป้ายชื่อผู้นำตระกูล
จี้คนก่อน ๆ ที่วางเรียงกันเต็มไปหมด
นักพรตเทียนหลัวถือแส้ปัดแล้วหันหลังให้ประตู
ส่วนคนอื่น ๆ ในตระกูลจี้ล้วนมองจี้ไจ่ด้วยสายตาเย็นชา
ทันทีที่จี้ไจ่เดินเข้าไปก็ถูกแส้ปัดฟาดลงมาที่เข่าเขา
จากนั้นก็มีเสียงกังตึงพร้อมกับเขาที่คุกเข่าลงกับพื้นอย่างแรง
“รู้หรือเปล่าว่าตัวเองทำผิดอะไร?”
จี้ไจ่ทนเจ็บเอาไว้แต่ก็ไม่พูดอะไรออกไป
“ดูท่าทางแม้แต่ตัวนายเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองผิดตรงไหนสินะ”
นักพรตเทียนหลัวเดินไปข้าง ๆ จี้ไจ่แล้วหลุบตาลงมองเขา
“ความผิดข้อแรก คือปิดบังเรื่องมังกรปีศาจทำลายโลก”
“ความผิดข้อสอง ยอมให้เด็กผู้หญิงคนหนึ่งพูดจาให้ร้ายตระกูล
จี้”
“ความผิดข้อสาม อยู่ในช่วงที่ต้องรับโทษแท้ ๆ แต่ยังกล้าฟื้นฟู
ตัวเองอีก”
ในทุกประโยคก็ถูกแส้ปัดของนักพรตเทียนหลัวฟาดลงบนตัว
เขาอย่างหนักเสมอ
สามประโยคก็ฟาดสามครั้ง
แส้ปัดนั้นราวกับเป็นเส้นด้ายนับพันนับหมื่น เป็นเหมือนแส้เหล็ก
บาง ๆ นับไม่ถ้วนที่ฟาดลงบนหลังของเขา
หลังของจี้ไจ่มีรอยเลือดซึมออกมาแล้ว
เขากัดริมฝีปากไว้ไม่พูดอะไรเลยสักอย่าง
“คุกเข่าสำนึกผิดอยู่ที่นี่ไปซะเถอะ”
นักพรตเทียนหลัวออกไปแล้ว คนตระกูลจี้คนอื่น ๆ ก็ตามไปด้วย
เช่นกัน
“นายน้อย ถ้าคุณจะโทษก็โทษเจ้านิกายที่ไม่รู้เรื่องอะไรคนนั้น
เถอะ ถ้าไม่ใช่เพราะจู่ ๆ เธอก็เข้ามาแทรก คุณคงไม่ต้องรับโทษเพิ่ม
อีก”
“เด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่ได้มีการสืบทอด แค่ถูกชิงหยางผลักดัน
ขึ้นมาก็คิดว่าตัวเองเป็นเจ้านิกายไปแล้วจริง ๆ”
“ไม่เห็นเจ็ดสิบสองสำนักเซียนของพวกเราอยู่ในสายตา เจ้า
นิกายอย่างเธอก็คงเป็นได้ไม่ยืนยาวหรอก”
จากนั้นสุ้มเสียงเหล่านั้นก็ค่อย ๆ เบาลง
ประตูศาลบรรพชนปิดลงอย่างช้า ๆ ปิดกั้นแสงสว่างจาก
ภายนอกไปทั้งหมด
จี้ไจ่เงยหน้าขึ้นมองแผ่นป้ายที่มีอยู่เต็มห้องแล้วขมวดคิ้ว
……
ณ เมืองหลวง
ย่านใจกลางเมือง
ไจ๋โหรวถือไอศกรีมด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างก็ถือเนื้อย่างแล้ว
ก้าวเดินเร็ว ๆ ไปยังโต๊ะตัวเล็กโต๊ะหนึ่งตรงมุม จากนั้นก็วางข้าวของ
ลงบนโต๊ะ
“เจ้านิกายคะ คิดยังไงถึงมาหาฉันได้?”
เธอกดเสียงต่าแล้วอธิบาย “ฉันไม่ได้อู้งานนะคะ ฉันไม่ได้
พักผ่อนมาหลายวันแล้ว ฉันรู้สึกไม่สบายจริง ๆ ก็เลยลางานกับ
หัวหน้าซู่ไปค่ะ”
“แค่วันเดียวเอง”
เธอยกนิ้วขึ้นมานิ้วหนึ่งแล้วทำสีหน้าออดอ้อน “แค่วันเดียวเองนะ
คะ พรุ่งนี้ฉันก็กลับไปที่แผนกแน่นอนค่ะ”
ฉู่ลั่วสวมหน้ากากแล้วมองไปรอบ ๆ
ที่นี่ผู้คนพลุ่งพล่านมาก คนสัญจรไปมาถ้าไม่ใช่นักเรียนก็เป็น
พวกนักท่องเที่ยว
เมื่อเห็นว่าฉู่ลั่วไม่พูดไม่จา ไจ๋โหรวก็กุมมือทั้งสองข้างแล้ว
ขอร้องอย่างน่าสงสาร “เจ้านิกายคะ ฉันไม่สบายจริง ๆ ฉันปวดหัว
ปวดท้อง ปวดไปทั้งร่างเลย”
งานที่แผนกดีมาก
การมีเจ้านิกายอยู่ก็ย่อมดียิ่งขึ้นอีกแน่นอน
แต่ว่า
ต่อให้งานดีแค่ไหน ถ้าทำไปนาน ๆ ก็น่ารำคาญได้เหมือนกัน
อีกทั้งยังมีซู่เซี่ยงหยางที่บ้าทำงานล่วงเวลานั่นอีก เธอเป็น
นักศึกษาที่เพิ่งเรียนจบตัวคนเดียว เดิมทีคิดว่าเป็นงานที่ดีสำหรับ
พนักงานราชการ
คิดไม่ถึงเลยว่านอกจากจะต้องเสี่ยงชีวิตแล้ว ยังต้องทำงาน
ล่วงเวลาทุกวันอีก
ตอนนี้เธอยังอายุยี่สิบที่ไหนกัน ให้ตายสิ
จะไปบอกว่าอายุสามสิบก็มีคนเชื่อ
ฉู่ลั่วพูดขึ้นมา “ฉันไม่ได้มาตามคุณกลับไปทำงานหรอก ในเมื่อ
ซู่เซี่ยงหยางอนุมัติให้คุณลางานแล้วก็ไม่ได้มาตามกลับไปหรอกค่ะ”
ไจ๋โหรวแสร้งทำขนาดนี้ ถ้าซู่เซี่ยงหยางไม่ยอมให้ลาจริง ๆ ก็คง
จะถูกเปิดโปงไปนานแล้ว
ทันทีที่ได้ยินประโยคนี้ไจ๋โหรวก็โล่งใจขึ้นมาทันที “ถ้าอย่างนั้นก็
ดีค่ะ ดีมากเลย”
เธอรีบหยิบไอศกรีมขึ้นมากิน จากนั้นก็หยิบเนื้อขึ้นมากินต่อ
โดยไม่สนใจภาพลักษณ์เลยแม้แต่น้อย
“แล้วเจ้านิกายมาหาฉันทำไมเหรอคะ?”