เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1443 ตะเกียบตั้งตรง
อย่าเป็นผู้ชายขี้โม้กับภรรยามองตากัน พวกเขาลังเลอยู่สักพัก
หนึ่งจึงพูดขึ้นว่า “พวกเราเลือกใช้วิธีที่สองครับ”
ฉู่ลั่วพยักหน้ารับ
“เตรียมชามใส่น้า จากนั้นให้วางตะเกียบไว้หนึ่งข้าง เสร็จแล้วก็
ให้อ่านชื่อญาติที่ตายไปค่ะ ถ้าตอนที่อ่านถึงชื่อไหนแล้วตะเกียบตั้ง
ตรงขึ้นมา ก็แสดงว่าวิญญาณของญาติคนนั้นอยู่กับเด็กค่ะ”
“หลังจากนั้นพวกคุณก็คุกเข่าขอให้ญาติคนนั้นออกไป โดย
สัญญาว่าจะเผาเงินกระดาษไปให้เยอะขึ้น ขอให้พวกเขาอย่าได้สร้าง
ความยากลำบากให้กับเด็ก จากนั้นก็จุดธูปถวายเครื่องบูชา เสร็จ
แล้วให้ถือตะเกียบกับชามไปที่สี่แยกเพื่อส่งดวงวิญญาณของญาติ
พวกคุณ เด็กก็จะหายดีแล้วค่ะ”
อย่าเป็นผู้ชายขี้โม้กับภรรยาได้ยินดังนั้นก็รีบพยักหน้า พวกเขา
จัดการตามสิ่งที่ฉู่ลั่วบอก โดยไปหยิบเอาตะเกียบกับน้าหนึ่งชามมา
เมื่อนำตะเกียบวางตั้งในชาม ก็เริ่มเอ่ยไล่รายชื่อญาติออกมา
พวกเขาเรียกชื่อออกมาคนแล้วคนเล่า
เริ่มจากคนที่เพิ่งเสียชีวิตไปล่าสุด ไล่เรียงไปจนถึงชื่อปู่ย่าตา
ยายของพวกเขา พอท่องจนครบหมดแล้ว สองสามีภรรยาก็เริ่ม
ครุ่นคิดว่ามีชื่อคนที่เสียชีวิตคนไหนที่ยังไม่ได้พูดชื่อออกมาบ้าง
[ไม่มีชื่อใครใช่เลยสักคน]
[หรือพวกเขาจะคิดผิด! บางทีอาจไม่ใช่พวกญาติ ๆ ก็ได้!]
[จริงสิ! เทพธิดาน้อยไม่ได้บอกว่าอีกฝ่ายเป็นวิญญาณเร่ร่อน
เหรอ? พวกเขาอาจจะไม่รู้จักชื่อก็ได้นะ]
[พวกเธอได้สังเกตหรือเปล่า? สีหน้าของเด็กแย่ลงเรื่อย ๆ เลย
รอยคล้าใต้ตาเข้มขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว]
สองสามีภรรยาท่องชื่อไปพลางมองหน้าจอไปด้วย เมื่อเห็นความ
คิดเห็นเหล่านี้ สีหน้าของทั้งคู่ก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย คนเป็นภรรยารีบ
มองกล้อง “ท่านปรมาจารย์ เป็นไปได้ไหมคะว่าจะเป็นวิญญาณ
เร่ร่อน?”
ฉู่ลั่วส่ายหน้า “ในสถานการณ์ปกติจะเป็นไปไม่ได้ค่ะ เมื่อญาติ
เสียชีวิตไป ปกติแล้ววิญญาณที่มาร่วมงานศพของญาติตัวเองได้ มี
ทั้งบรรพบุรุษ มีทั้งพ่อแม่…ทั้งหมดมักจะมีเพียงญาติที่เกี่ยวข้องทาง
สายเลือดกันเท่านั้น ถึงจะสามารถกลับมางานศพได้”
“แต่วิญญาณเร่ร่อน…”
อย่าเป็นผู้ชายขี้โม้ไม่เข้าใจ
“ญาติที่ตายไปไม่มีคนกราบไหว้ จึงอยู่ในนรกไม่สามารถไปเกิด
ใหม่ได้ ย่อมต้องกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อน”
อย่าเป็นผู้ชายขี้โม้ท่องชื่อญาติที่ตายไปแล้วออกมาอีกจำนวน
หนึ่ง ตะเกียบก็ยังไม่ตั้งตรง
“ท่านปรมาจารย์ ผมพูดชื่อที่นึกออกไปหมดแล้วจริง ๆ นะครับ”
ภรรยาของเขาหยิบโทรศัพท์เดินเข้ามา “เมื่อกี้ฉันลองถามแม่
มาแล้ว แม่บอกว่านึกชื่อออกอีกนิดหน่อย พวกเขาเป็นญาติที่อาวุโส
ขึ้นไปอีกรุ่น”
อย่าเป็นผู้ชายขี้โม้ท่องตามรายชื่อนั้นอีกครั้ง
แต่ตะเกียบก็ยังไม่ตั้งตรง
“ท่านปรมาจารย์ สถานการณ์แบบนี้…คงไม่ใช่คนที่ตายไปเมื่อ
ร้อยสองร้อยปีแล้วใช่ไหมครับ! ถ้าอย่างนั้นผมจะไปรู้ได้ยังไงล่ะ!”
ฉู่ลั่วขมวดคิ้วเล็กน้อย “เป็นไปไม่ได้ค่ะ! ถ้าเป็นคนที่ตายไปนาน
แล้ว หากเขามารับน้าชายของคุณ น้าชายของคุณอาจจะไม่รู้จัก
และ…น้าชายของคุณคงไม่ยอมปล่อยให้วิญญาณเร่ร่อนตนนั้นมาทำ
ร้ายลูกของคุณได้”
อย่าเป็นผู้ชายขี้โม้พยักหน้ารัว ๆ “น้าชายของผมเอ็นดูลูกของ
พวกเรามากครับ”
ภรรยาเริ่มร้อนใจแล้ว “แล้วทำไมถึงเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นคะ!
ตะเกียบไม่ตั้งตรงสักที ผีเร่ร่อนตนนี้เป็นใครกันแน่?”
เธอมองลูกชายของตนที่กำลังดิ้นทุรนทุราย แล้วตะโกนเสียงดัง
ว่า “แกรีบออกไปจากร่างลูกชายฉันนะ! แกคิดจะทำอะไรกันแน่!”
“แกต้องการเงินกงเต๊กหรือต้องการอะไรก็บอกมาสิ ขอแค่แกพูด
ออกมา ฉันจะรับปากทั้งหมดเลย!”
ลูกชายของเธอที่ตอนแรกยังดิ้นรนอยู่พลันยิ้มประหลาดออกมา
ดวงตาซึ่งแต่เดิมไม่ได้เพ่งความสนใจไปที่แห่งใด กลับหันขวับมาสบ
มองกับดวงตาของคนเป็นแม่
ใบหน้าอ่อนเยาว์มีรอยยิ้มประหลาด ทว่าแววตากลับแปลก
ประหลาดยิ่งกว่า
อย่าเป็นผู้ชายขี้โม้กับภรรยาเห็นท่าทางแบบนี้ของลูกชายต่างก็
ตกใจจนรู้สึกเย็นวาบไปทั่วทั้งแผ่นหลัง
แล้ววินาทีต่อมา ลูกชายของพวกเขาก็เริ่มดิ้นพล่านอีกครั้ง