เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1453 มีปัญญาก็เข้ามา
ณ คฤหาสน์เมฆใสเฝ้ามองตะวัน
กลุ่มนักพรตหลายสิบคนบุกเข้ามายังคฤหาสน์เมฆใสเฝ้ามอง
ตะวัน แต่ตอนที่เข้าใกล้คฤหาสน์เมฆใสเฝ้ามองตะวันนั้น พวกเขา
กลับไม่สามารถเดินต่อไปได้แล้ว
“ที่นี่ถูกปกป้องไว้ด้วยค่ายกลที่แข็งแกร่งมาก พวกเราเข้าไป
ไม่ได้เลย”
“เหอะ! นี่หมายความว่าอีกฝ่ายคงรู้ว่าพวกเราจะมา! ถึงได้จงใจ
ปกป้องมังกรปีศาจโลกาวินาศเอาไว้สินะ!” นักพรตคนหนึ่งยกอาวุธ
เวทของตนเองขึ้นมา แล้วพูดเสียงดัง “ฉันไม่เชื่อหรอกว่าคนไม่มี
อาจารย์อย่างเธอ จะสามารถบำเพ็ญจนมีพลังแข็งแกร่งมากขนาด
นั้น!”
อาวุธเวทล่องลอยขึ้นไปกลางอากาศ ก่อนจะพุ่งเข้าโจมตีใส่ค่าย
กล
แต่ค่ายกลกลับไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
นักพรตคนนั้นกัดฟันกรอด จากนั้นก็คิดจะใช้อาวุธเวทโจมตีอีก
ครั้ง
เขาพูดขึ้นว่า “ยืนนิ่งกันอยู่ทำไมเล่า! โจมตีเข้าสิ! จะปล่อยให้
เธอเอาตัวมังกรปีศาจโลกาวินาศไปเหรอ? แล้วลัทธิเต๋าที่แท้จริงอย่าง
พวกเราจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนอีก?”
นักพรตทั้งหลายจึงต่างหยิบอาวุธเวทของตัวเองออกมาแล้ว
โจมตีค่ายกลพร้อมกัน
ภายในคฤหาสน์เมฆใสเฝ้ามองตะวัน
ซ่งเมี่ยวเมี่ยวเงยหน้ามองท้องฟ้า “ว้าว! นั่นมันดอกไม้ไฟนี่นา!”
เฉิงยวนกินอาหารมื้อดึกที่จั่วโยวโยวทำให้ เคี้ยวเสียงดังกรอบ
แกรบ “ดอกไม้ไฟดอกนั้นสวยมากเลยนะ”
ซุนหย่าจิ้งก็กำลังกินอาการมื้อดึกเหมือนกัน “อันนี้ไม่ได้เรื่อง
เลย อันนั้นก็ไม่ได้เรื่อง”
ปีศาจและผีที่อยู่ในบ้านพากันแสดงความคิดเห็นต่ออาวุธเวท
พวกนั้นทีละชิ้น
หนึ่งชั่วโมงต่อมา
เถาซูเยียนถอนหายใจ “ไม่สนุกเลย ฉันไปนอนดีกว่า พรุ่งนี้ต้อง
ไปโรงเรียนด้วย”
สองชั่วโมงต่อมา
จั่วโยวโยวจับมือยายาพลางเอ่ยว่า “พวกเราก็ไปนอนกันเถอะ!”
สามชั่วโมงต่อมา
ซุนหย่าจิ้งซึ่งนั่งอยู่ในห้องรับแขกกลอกตามองบนซ้าแล้วซ้าเล่า
พลางระบายลมหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย
เธอลอยไปตรงขอบค่ายกล
สายตาจ้องมองนักพรตกลุ่มนั้นที่กำลังหยิบอาวุธเวทออกมาไม่
หยุดไม่หย่อน เธอใช้มือสองทั้งข้างยกเท้าเอว พลางตะโกนเสียงดัง
“มันน่ารำคาญจะตายอยู่แล้วเนี่ย!”
เสียงตอนที่อาวุธเวทโจมตีค่ายกลสำหรับคนธรรมดาทั่วไปคงไม่
มีอะไรผิดปกติ แต่สำหรับผีอย่างพวกเธอ มันกลับแตกต่างกันอย่าง
สิ้นเชิง
มันเหมือนกับดอกไม้ไฟที่ระเบิดอยู่เหนือศีรษะ
เสียงของมันดังสนั่นจนน่าตกใจมาก
นักพรตสิบกว่าคนที่เดิมทีโจมตีค่ายกลอย่างตั้งอกตั้งใจพลันเงย
หน้าขึ้นมา หลังเห็นซุนหย่าจิ้งลอยอยู่กลางอากาศ พวกเขาก็โกรธ
แค้นยิ่งกว่าเดิม
“ฉู่ลั่วเลี้ยงวิญญาณร้ายไว้ในบ้านจริง ๆ ด้วย!”
“ด้วยฐานะของเจ้านิกาย หากในบ้านไม่เลี้ยงผีก็ต้องเลี้ยงปีศาจ”
“แล้วอย่างนี้เธอยังเหมาะจะเป็นเจ้านิกายอยู่อีกเหรอ!”
ซุนหย่าจิ้งถูกพูดใส่แบบนั้นก็หัวเราะเยาะออกมาด้วยความโกรธ
ทั้งยังรู้สึกหมดคำจะพูดด้วย “ถ้าปรมาจารย์อย่างฉู่ลั่วไม่เหมาะสม
แล้วพวกนายเหมาะสมอย่างนั้นเหรอ! ฉันว่าคงเหมาะจะเป็นแค่ฝาปิด
หม้อเท่านั้นแหละ!”
“ปรมาจารย์ฉู่ของพวกเราเลี้ยงผีเลี้ยงปีศาจ แล้วมันมีปัญหาหรือ
ยังไง!”
“มันเป็นเพราะเธอมีความสามารถมาก!”
“แต่พวกนายกระทั่งแค่ทำลายค่ายกลของท่านปรมาจารย์ก็ยังทำ
ไม่ได้ด้วยซ้า”
“คนทั้งกลุ่มกำลังเหนื่อยเหมือนเป็นสุนัขเลย!”
นักพรตที่กำลังหอบหายใจ หน้าตาซีดเซียว พอถูกซุนหย่าจิ้ง
พูดใส่หลายประโยคแบบนี้ก็แทบจะเป็นลมไป
“เธอ…เธอมัน…”
“แน่จริงเธอก็ออกมาสิ วิญญาณร้ายอย่างเธอ แค่ไม่กี่นาทีพวก
เราก็กำจัดวิญญาณเธอได้แล้ว!”
ซุนหย่าจิ้งหัวเราะเยาะ “ถ้ามีปัญญาก็เข้ามาเอาเองสิ!”
เฉิงยวนลอยเข้ามาสมทบ พลางกวาดตามองพวกเขาด้วย
สายตานึกรังเกียจ “เจ้าไปพูดกับพวกลูกสมุนพวกนี้ทำไม! พวกเขา
รับคำสั่งมา แต่บอสใหญ่ที่อยู่ข้างหลังกลับยังไม่มาเลย!”
“เจ้าเถียงกับพวกเขาไปก็เสียเวลาเปล่า”
จากนั้นเธอจึงลากซุนหย่าจิ้งออกมา
กลุ่มนักพรตหลายสิบคนถูกคนพูดจาโจมตีใส่จนหน้าเปลี่ยนสี
พวกเขาโยนอาวุธเวทของตัวเองใส่ค่ายกลเสียงดังตึงตังต่อไป
รอจนกระทั่งฟ้าเกือบสว่างแล้ว
ก็ได้ยินเสียงดังปังครั้งหนึ่ง
หลังระฆังทองสัมฤทธิ์ที่ลอยอยู่กลางอากาศตกลงพื้นอย่างแรง
“อ้าก! ระฆังเมฆาชิงอวิ๋นของฉัน!” นักพรตคนหนึ่งถึงกับฟุบลง
ไป หยิบเอาอาวุธเวทที่แตกเป็นเสี่ยงของตัวเองขึ้นมา
อึก!
ตามด้วยกระอักเลือดสด ๆ ออกมาจากปาก