เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1471 หยางไต้ที่โกรธแค้น
ซ่งเชียนหย่าที่กำลังจมจ่อมอยู่ในห้วงความคิดของตัวเอง จู่ ๆ ก็
เอ่ยปากขึ้นมาว่า “รถที่ขับผ่านไปเมื่อกี้นี้ใช่รถของตระกูลฮั่วหรือ
เปล่า?”
คนตระกูลฉู่จึงหันไปมองกันหมด
ฉู่เหิงเป็นคนเอ่ยตอบ “ดูเหมือนจะใช่นะครับ!”
ฉู่จ้านก็พูดขึ้นมาด้วยเช่นกัน “รถคันนั้นขับเร็วมากเลย แทบจะ
เร็วกว่าความเร็วของรถแข่งอยู่แล้ว!”
จากนั้นรถคันนั้นเหยียบเบรกจนแสบแก้วหูก็ไปจอดอยู่ตรงหน้า
บ้านฉู่อวิ๋น
หัวหว่านเปิดประตูบ้านออกมาก็เห็นหยางไต้ซึ่งกำลังมีท่าทาง
โกรธเกรี้ยวกับฮั่วจิ้นที่สีหน้าทำอะไรไม่ถูก
ฮั่วจิ้นรีบตามหลังหยางไต้ไปพลางบอกกับเธอ “ถามให้รู้เรื่อง
ชัดเจนก่อนแล้วค่อยพูดคุยกันเถอะคุณ อย่าเพิ่งใจร้อนไปเลยนะ”
แต่หยางไต้กลับยิ้มเยาะแล้วสาวเท้าก้าวเข้าไปด้านในทันที
หัวหว่านซึ่งติดตามอยู่ข้างหลังก็ตกใจกับความโกรธเกรี้ยว
ของหยางไต้ไม่ต่างกัน
ความจริงแล้วปกติหยางไต้จะใจดีและสุภาพอยู่เสมอ เธอจะดีกับ
ทุกคนในคฤหาสน์มาก ๆ ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นใคร จะเป็นปีศาจหรือ
ภูตผีก็ตาม
บางครั้งเวลาที่คุณหนูไม่อยู่บ้าน เธอก็ยังเรียกให้พวกเธอไป
เที่ยวเล่นที่บ้านตระกูลฮั่วอยู่เลย
แต่ครั้งนี้…
มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่นะ
ภายในโถงรับแขก ฉู่ลั่วกำลังหารืออยู่กับฮั่วเซียวหมิงพลันได้ยิน
น้าเสียงไม่พอใจของหยางไต้ดังมา
“ฮั่วเซียวหมิง เจ้าเด็กโง่นี่!”
ในขณะที่ทั้งสองคนยังไม่ทันได้ตั้งตัว หยางไต้ก็โยนกระเป๋าเข้า
ใส่ก่อนแล้ว “ลูกบอกว่าจะไม่ลากลั่วลั่วเข้าไปเกี่ยวด้วยไม่ใช่เหรอ?”
“ลูกบอกจะจัดการให้เรียบร้อยเองไม่ใช่หรือไง?”
“แล้วลูกยังบอกด้วยว่าเรื่องนี้ไม่มีปัญหาอะไรทั้งนั้น? นี่คือสิ่งที่
ลูกบอกว่าไม่มีปัญหาอย่างนั้นเหรอ?”
ทุกประโยคพูดรัวเข้าใส่ฮั่วเซียวหมิงราวกับเม็ดฝนกระทบ
ร่างกาย ทำเอาเขาถึงกับตกตะลึงไปเลยทีเดียว
ฮั่วจิ้นรีบเข้าไปขวางหน้าภรรยาไว้ แล้วลากหยางไต้ที่ทั้งทุบทั้ง
ด่าลูกชายออกไป “ไหนพวกเราคุยกันว่าจะถามเขาให้ชัดเจนก่อน
ยังไง? แค่เข้ามาถึงคุณก็จะตบตีลูกแบบนี้ไม่ได้นะ!”
หยางไต้โยนกระเป๋าลงบนโซฟาแล้วหันไปจ้องมองฮั่วจิ้น “คุณก็
เหมือนกันนั่นแหละ! ลูกชายของตัวเองถูกคนอื่นรังแกขนาดนี้แล้วยัง
จะทำเฉยปล่อยไปได้อีก! แถมยังทำให้เรื่องราวมันยุ่งยากมากขึ้น
เรื่อย ๆ ด้วย!”
ฮั่วจิ้น “…”
แล้วทำไมถึงกลายเป็นว่าเธอมาด่าเขาเสียแล้ว
หยางไต้ทั้งโมโห กังวลและปวดใจจนดวงตาแดงไปหมดแล้ว
เธอมองฮั่วเซียวหมิงจากนั้นก็มองฉู่ลั่ว “แล้วตอนนี้จะทำยังไงดี
ล่ะ? หรือว่าต้องให้ฉู่ลั่วกับอาจิ่วถูกปิดผนึกไปด้วยกันจริง ๆ หรือไง?
อาจิ่วถูกรังแกแบบนี้เพราะว่าเรื่องกลับชาติมาเกิดอะไรนั่น แล้วลั่วลั่ว
ล่ะ? ลั่วลั่วถูกคนรังแกเพราะอะไรกัน!”
“สำนักเต๋าอะไรนั่นมีสิทธิ์อะไรถึงมารังแกลูกสองคนของเรา
ขนาดนี้!”
“คิดว่าตระกูลฮั่วของเรารังแกได้ง่าย ๆ หรือไง?!”
กว่าจะเกลี้ยกล่อมให้หยางไต้หายโกรธได้ไม่ง่ายเลย จากนั้นฮั่ว
เซียวหมิงจึงได้เปิดเผยแผนการทั้งหมดของเขากับครอบครัว
“สถานที่ที่รัฐบาลเลือกไว้ไม่ใช่สถานที่ดีเกินไปแน่นอน แต่
สถานที่แห่งนั้นต้องใหญ่มากพอแน่นอน อย่างน้อยก็ต้องเท่ากับเมือง
หนึ่งเมือง”
ฮั่วจิ้นพูดขึ้นว่า “ถ้ามันห่างกว้างมากพอ การจะใหญ่จนมีขนาด
เท่ามณฑลหนึ่งก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้”
แม้หลายปีมานี้ภายในประเทศจะบรรเทาความยากจนมาตลอด
แต่องค์กรขนาดใหญ่จำนวนมากล้วนตั้งอยู่ในเมืองชั้นหนึ่งหรือเมือง
ชั้นสอง และการสนับสนุนในเมืองที่อยู่ห่างไกล มันคงจะมีสภาพ
เทียบเท่ากับเมืองชั้นหนึ่งหรือเมืองชั้นสองไม่ได้อยู่แล้ว
แต่ว่า…
หากสำนักงานใหญ่ของฮั่วกรุ๊ปย้ายไป มันย่อมแตกต่างไปจาก
เดิมแน่นอน
ในฐานะองค์กรธุรกิจที่ใหญ่เป็นอันดับหนึ่งหรือสองของประเทศ
สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองไหนก็หมายความว่าสามารถนำพา
ประโยชน์มากมายมาให้เมืองนั้นได้
หยางไต้จับมือฉู่ลั่ว พลางถลึงตาใส่ฮั่วเซียวหมิง “ลูกคิดหา
วิธีการรับมือไว้ดีแล้วใช่ไหม?”
ฮั่วเซียวหมิงบอก “ก่อนหน้านี้คิดไว้แค่วิธีเดียวครับ สุดท้ายจะ
ตัดสินใจได้หรือเปล่าก็ต้องดูท่าทีของทางฝั่งสำนักเต๋าครับ”
การย้ายสำนักงานใหญ่สำหรับฮั่วกรุ๊ปแล้วไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเลย
หยางไต้ทำเสียงเย็นชาใส่ เธอหันไปมองฉู่ลั่วด้วยแววตานึก
สงสาร “ลั่วลั่ว ป้าทำผิดต่อหนูแล้วจริง ๆ อาจิ่วทำแบบนี้ เขาต้อง
ไม่ได้ปรึกษาหนูด้วยก่อนแน่ ๆ”