เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1491 ขอตัดสินโทษดังนี้
กระทั่งเห็นฝูงชนในที่นี้เห็นภาพนี้แล้วถึงสะดุ้งตกใจ
“ทำไมถึงอยู่กันเยอะขนาดนี้”
“คงมากันทั้งลัทธิเต๋าแล้ว”
“เหอะ! นี่พวกเขาจะขอโทษลัทธิเต๋าต่อหน้าสาธารณชนเหรอ ก็
จริงแหละ การที่องค์กรจัดตั้งขึ้นได้ก็เพราะผู้บำเพ็ญลัทธิเต๋าอย่าง
พวกเรา ถ้าไม่ได้ผู้บำเพ็ญลัทธิเต๋าจะมีองค์กรแบบนี้อยู่เหรอ”
แต่มีคนที่มองออกถึงความไม่ชอบมาพากล
“ดูเหมือนสีหน้าอาจารย์อาจะไม่ค่อยดีเท่าไร”
“ฉันก็รู้สึกว่าสีหน้าพ่อฉันแปลก ๆ คงไม่ได้เกิดเรื่องอะไรขึ้นใช่
ไหม”
พวกเขาถูกพาตัวขึ้นเวที โดยมีสมาชิกองค์กรแปดคนยืนสองฝั่ง
ทั้งหมดล้วนไม่ใช่ผู้บำเพ็ญ แต่เป็นคนธรรมดาทั่วไป
เพียงแต่พวกเขาคาดอาวุธไว้ที่เอว ดูจากท่วงท่าและความแข็ง
ขันแล้ว สามารถรับรู้ได้เลยว่าเป็นทหาร
สถานที่แบบนี้ บรรยากาศแบบนี้ ส่งผลให้เหล่าผู้บำเพ็ญลัทธิเต๋า
ที่เคยเอ้อระเหยพลันแตกตื่นขึ้นมาทันที
ซู่เซี่ยงหยางก้าวเข้ามาแล้วเอ่ย “หลัวเฟิง”
สมาชิกองค์กรสองคนก้าวเข้ามา จับแขนหลัวเฟิงคนละข้างแล้ว
พามาข้างหน้า
หลัวเฟิงดิ้นรนอยู่สองสามที ก่อนจะพบว่าตัวเองขยับตัวไม่ได้เลย
ขณะที่เขาถูกพาตัวมาก็มีการแปะยันต์ไว้ทั่วตัว จนไม่สามารถ
ใช้พลังวิญญาณได้
ผู้บำเพ็ญที่ใช้พลังวิญญาณไม่ได้ เท่ากับสูญเสียกำลังรบไป
อย่างสิ้นเชิง
ซู่เซี่ยงหยางเหลือบมองอีกฝ่ายแวบหนึ่งแล้วเริ่มอ่าน “หลัวเฟิง
เกิดในปี 1993 เพศชาย ลูกชายคนที่สามของตระกูลหลัวแห่งลัทธิ
เต๋า”
“ปี 2021 เดือน 6 วันที่ 7 ใช้วิชาสะกดจิตลับของตระกูลหลัว
ข่มขืนนักศึกษาคนหนึ่ง”
“ปี 2021 เดือน 9 วันที่ 12 ใช้วิชาลับของลัทธิเต๋าเรียกวิญญาณ
ร้ายเข้าบ้านเหยื่อ จนครอบครัวสามคนถึงแก่กรรมด้วยอุบัติเหตุ
ทั้งหมด”
“ปี 2022…”
ซู่เซี่ยงหยางอ่านความผิดไปทีละข้อ
เรื่องพวกนี้เดิมทีเป็นความลับในตระกูลหลัว ต่อให้คนในลัทธิเต๋า
จำนวนหนึ่งรู้ว่าผู้บำเพ็ญไม่ได้มีวิถีชีวิตทรงคุณธรรมขนาดนั้น แต่
พอพฤติกรรมเหล่านี้ถูกเปิดเผยต่อหน้าคนอื่น
แต่ละคนยังรู้สึกอับอายถึงขีดสุด
ผู้บำเพ็ญกลุ่มหนึ่งหันมองสีหน้าคนตระกูลหลัวอยู่บ่อย ๆ
แน่นอนว่าคนตระกูลหลัวมีสีหน้าย่าแย่เหลือแสน ด้านหนึ่งเพราะ
คนในครอบครัวตัวเองไม่เอาอ่าว ด้านหนึ่งเพราะถูกองค์กรตบหน้า
ต่อหน้าสาธารณชน
หลังซู่เซี่ยงหยางอ่านจบก็เอ่ยต่อ “ตอนนี้ขอตัดสินโทษดังนี้”
“หลัวเฟิง ทำลายจิตธรรมญาณ”
“จากนั้นให้ดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายทั่วไปและ
จำคุก”
หัวหน้าตระกูลหลัวลุกพรวดตัวขึ้นมาทันที “หมายความว่า
ยังไง!”
หลัวเฟิงมึนงงไปเช่นกัน
เมื่อครู่เขายังคิดว่าที่องค์กรเรียกตัวผู้บำเพ็ญทั้งหมดมาก็เพื่อทำ
การขอโทษ ไม่คิดเลยว่า…
“พ่อครับ! ช่วยผมด้วย”
“พ่อครับ!”
“จิตธรรมญาณของผมจะถูกทำลายไม่ได้นะครับ”
“ผมไม่อยากติดคุก”
เขาแค่คึกคะนองชั่ววูบถึงได้ไปข่มขืนคนธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น
แล้วเขาก็ให้เงินอีกฝ่ายไปแล้วด้วย
แต่เพราะครอบครัวฝ่ายนั้นกัดไม่ปล่อย เพราะครอบครัวฝ่ายนั้น
ดึงดันจะแจ้งความให้ได้
เขาถึงต้องฆ่าพวกเขาด้วยความจำเป็น!
อีกอย่างเขาไม่ได้เป็นคนลงมือสักหน่อย ผีร้ายนั่นต่างหาก เป็น
ผีร้ายที่ตามจองล้างจองผลาญพวกเขา จนครอบครัวสามคนของ
พวกเขาต้องตายอย่างอนาถ
เกี่ยวอะไรกับเขากัน!
เขาโวยวายลั่น “พวกคุณไม่มีหลักฐาน ไม่มีหลักฐาน กฎหมาย
เขาว่ากันด้วยหลักฐาน”
ไม่มีหลักฐานพิสูจน์ว่าเขาข่มขืน
ไม่มีหลักฐานพิสูจน์ว่าเขาฆ่าคนตาย
“ต้องการหลักฐานเหรอ” ซู่เซี่ยงหยางมองหลัวเฟิง
หลัวเฟิงโวยวายเสียงดัง “ต้องการสิ! ผมต้องการหลักฐาน
แน่นอน จะปล่อยให้พวกคุณเออออกันเองไม่ได้หรอก”
เขามองไปทางตระกูลหลัวแล้วเอ่ย “พ่อครับ พวกเขาใส่ร้ายผม!
พวกเขาไม่มีหลักฐาน”
คุณพ่อหลัวเงียบไม่พูดจา สีหน้าไม่สู้ดีสุด ๆ
เห็นท่าทางอดสูของลูกชายตัวเองที่ร้องไห้น้าหูน้าตาไหลแล้ว
เขาก็แทบอยากลุกไปอุดปากลูกชาย
หลักฐาน!
ฉู่ลั่วตั้งใจพิพากษาคนต่อหน้าสาธารณชน แล้วเธอจะไม่มี
หลักฐานได้ยังไง?
เจ้าโง่นี่!
นี่ไม่เท่ากับเอาหน้าตาตระกูลหลัวไปย่ายีกับพื้นเหรอ
เป็นไปตามคาด ซู่เซี่ยงหยางหัวเราะเบา ๆ “พวกเรามีหลักฐานสิ
คุณลืมไปหรือเปล่า ถึงแม้คุณฆ่าครอบครัวนั้นไป ต่อให้พวกเขาไม่มี
กายหยาบแล้ว แต่ก็ยังมีวิญญาณอยู่”
หลัวเฟิงที่โหวกเหวกอยู่ชะงักงัน
คล้ายว่าเขาเพิ่งเข้าใจบางอย่าง สีหน้าพลันซีดเผือดลง
ซู่เซี่ยงหยางเอ่ยต่อ “ยังอยากดูหลักฐานอยู่ไหมครับ”