เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1498 ฉันไม่อยากท างาน
เธอถือหนังสือพร้อมกับมือที่สั่นเล็กน้อย “ปรมาจารย์ ฉันขอ
ถามอีกสักเรื่องนะคะ คุณต้องบอกฉันมาตามตรงเลยนะคะ”
ฉู่ลั่ว “…คุณถามมาได้เลยค่ะ”
“หลังจากฉันกลายเป็นเทพแล้ว ยังจะต้องทำการจับคู่อะไรนั่นต่อ
อีกใช่ไหมคะ!”
“แน่นอนค่ะ เดี๋ยวอีกสักระยะ ทางรัฐบาลคงจะใช้พลังความเห็น
ของประชาชนมาประชาสัมพันธ์เรื่องที่คุณจับคู่ได้ดีและแยกแยะคน
ไม่ดีได้ตอนไลฟ์สดออกไป”
“หลังจากที่ผ่านการประชาสัมพันธ์ไลฟ์สดแล้ว ศรัทธาในโลก
มนุษย์ของคุณก็จะเปลี่ยนไปมากเลยค่ะ”
เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ สำหรับซุนหย่าจิ้งที่เพิ่ง
กลายเป็นเทพ
มือของซุนหย่าจิ้งที่ถือหนังสืออยู่ยิ่งสั่นขึ้นอีก
เธอกัดฟันแล้วพูดออกไป “ฉันว่าแล้ว! ฉันว่าแล้วเชียว!”
จะต้องเป็นเพราะตอนนี้ทุกคนต่างก็กลัวการแต่งงาน ทำให้อัตรา
การเกิดต่าเกินไป ดังนั้นถึงทำให้คนตายอย่างเธอยังต้องทำงานอยู่
“ฉันตายไปแล้วนะคะ! ฉันตายไปแล้วแท้ ๆ ทำไมยังต้องให้ฉัน
ทำงานอีกล่ะ?”
ซุนหย่าจิ้งกัดฟันกรอด “ฉันขอไปนอนอยู่ในปรโลกเป็นร้อย ๆ ปี
ไม่ได้เหรอ? ให้ฉันไปสนุกอยู่ที่ปรโลกหน่อยไม่ได้หรือไง?”
“ไม่ได้การ ไม่ได้การแล้ว! ฉันจะไม่เป็นเทพนี่หรอก!”
ฉู่ลั่วมองหนังสือแล้วก็มองซุนหย่าจิ้งอีกครั้ง “ไม่ทันแล้วค่ะ คุณ
เป็นเทพไปแล้ว!”
ซุนหย่าจิ้งไหล่ตก “ถ้าอย่างนั้นฉันก็ไม่ไปเขาจินหลี่ค่ะ ฉันอยาก
นอนเฉย ๆ ฉันอยากไป…”
ฉู่ลั่วลังเลไปครู่หนึ่งแล้วบอก “เกรงว่า…จะไม่ได้เหมือนกันค่ะ
คุณเพิ่งจะกลายเป็นเทพ คุณต้องการศรัทธา จำเป็นต้องไปที่ถ้าสถิต
ของตัวเอง จำเป็นต้องสะสมศรัทธาให้มากขึ้น”
ซุนหย่าจิ้งนิ่งไป
แล้วเธอก็อ้าปากค้าง
จากนั้นซุนหย่าจิ้งก็หันคอมองไปทางฉู่ลั่วราวกับเครื่องจักร
“ดังนั้น…ปรมาจารย์หมายความว่าตอนนี้ฉันจำเป็นต้องทำงานใช่
ไหมคะ?”
“ค่ะ”
“งานบังคับ?”
ฉู่ลั่วพยักหน้าท่ามกลางสายตาที่ทั้งโกรธทั้งเจ็บปวดของเธอ
ซุนหย่าจิ้งรู้สึกว่าตรงหน้าของตัวเองมืดมิดไปหมด เธอคว้าแขน
ของฉู่ลั่วไว้แล้วพูดด้วยน้าเสียงขอร้อง “ปรมาจารย์ ขอร้องล่ะค่ะ ช่วย
ฉันด้วยนะคะ ฉันไม่อยากเป็นเหมือนตอนที่มีชีวิตอยู่”
“ฉันไม่อยากทำงานจนยุ่งทั้งวัน”
“ฉันไม่อยากฟังพวกคนโง่เหล่านั้นเล่าเรื่องราวความรักของพวก
เขา มันแสลงหูฉัน”
“ปรมาจารย์ ฉันขอร้องนะคะ”
“ฉันขอร้องจริง ๆ”
เธอแทบจะคุกเข่าลงไปขอร้องฉู่ลั่วอยู่แล้ว
แต่เธอกลับได้รับคำตอบที่เย็นชาและไร้ความปราณีจากฉู่ลั่วมา
แทน “ฉันช่วยคุณไม่ได้หรอกค่ะ!”
“ไม่นะ!!!!”
เสียงอันเจ็บปวดดังกึกก้องไปทั่วทั้งยอดเขา สะเทือนไปถึงเหล่า
นกน้อยทั้งหลายที่อยู่ในป่าจนพากันบินไปบินมากันหมด
……
ซุนหย่าจิ้งที่กลายเป็นเทพวันแรก กำลังนั่งอยู่บนเบาะกลมอย่าง
เซื่องซึม
ดวงตาทั้งสองมีแต่ความว่างเปล่าราวกับศพที่ไม่มีการรับรู้ใด ๆ
ทั้งนั้น
หงอินซึ่งอยู่ข้าง ๆ กำลังเผาสิ่งของกระดาษไปให้เธอ ขณะเผาก็
พูดไปด้วยว่า “ที่จริงเธอกลายเป็นเทพก็ดีเหมือนกันนะ ไม่ต้องเวียน
ว่ายตายเกิด ไม่ต้องเกิดแก่เจ็บตาย เธอไม่รู้หรอกว่ามีผู้บำเพ็ญตั้ง
เท่าไรที่อยากเป็นเทพแต่ก็เป็นไม่ได้”
“เธอเป็นเทพทางการเชียวนะ ทั้งยังได้รับการยอมรับจากรัฐบาล
และมีถ้าสถิตของเป็นตัวเองด้วย”
ถ้าพูดเรื่องนี้ออกไป ทางลัทธิเต๋าจะต้องสั่นสะเทือนอีกครั้ง
แน่นอน
แต่ท่าทีของซุนหย่าจิ้งก็ยังคงเซื่องซึมอยู่ดี แล้วริมฝีปากของเธอ
ก็ขยับราวกับเป็นเครื่องกล “นายไม่เข้าใจหรอก”
หงอิน “…”
เขาต้องไม่เข้าใจแน่นอนอยู่แล้ว!
กลายเป็นเทพแล้วไม่ดีตรงไหนเล่า!
เป็นเทพแล้วเธอก็ไม่ต้องไปปรโลก
พวกเขาก็สามารถอยู่ด้วยกันได้ตลอดไป
แบบนี้ไม่ดีเหรอ?
หลุดพ้นจากการเกิดแก่เจ็บตาย หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตาย
เกิด แบบนี้ไม่ดีหรือไง?
ทันใดนั้นก็มีสายลมพัดมาพร้อมกับกลิ่นอายควันธูปศักดิ์สิทธิ์
จาง ๆ ลอยมาตรงหน้าของซุนหย่าจิ้ง
ควันธูปศักดิ์สิทธิ์นั้นลอยวนอยู่รอบ ๆ ตัวซุนหย่าจิ้ง
ทันทีที่ซุนหย่าจิ้งเห็นแบบนั้น สายตาซึ่งเดิมทีเซื่องซึมอยู่ก็ดู
หวาดกลัวขึ้นมา เธอกระโดดขึ้นมาจาดเบาะกลมอย่างไว
“ไม่ ๆ ๆ!”
“อย่ามาหาฉันนะ!”
“ฉันไม่ได้เป็นเทพ!”
“อย่ามาหาฉัน! อย่าตามฉันมานะ!”
“ช่วยด้วย! ใครก็ได้มาช่วยฉันที!”