เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1505 ค่ายกลนี้ขวางฉันไม่ได้
ส่วนบนยอดเขาสูงตระหง่านอีกด้านนอกมณฑลหนาน
ฉู่ลั่วค่อย ๆ สะบัดยันต์ผืนหนึ่งออกไป ยันต์ผืนนั้นลอยทะลุค่าย
กลไปเบา ๆ แล้วกลับมาที่มือของเธออย่างรวดเร็ว
เธอมองไปทางฮั่วเซียวหมิงที่เบิกตาโตอยู่ข้าง ๆ “ค่ายกลนี้ขวาง
ฉันไม่ได้ค่ะ”
สายตาของฮั่วเซียวหมิงค่อย ๆ ละจากยันต์ในมือของเธอไปที่
ค่ายกล “คุณ…คุณแอบทำอะไรบางอย่างบนค่ายกลเหรอ?”
“เปล่าค่ะ ค่ายกลนี้เป็นไปตามที่ตระกูลจี้ออกแบบจริง ๆ”
ในฐานะที่เป็นหนึ่งในเจ็ดสิบสองสำนักเซียน ค่ายกลของตระกูลจี้
เป็นที่ยอมรับจากลัทธิเต๋าว่าแข็งแกร่งที่สุด
ลัทธิเต๋าไม่ยอมให้เธอตั้งค่ายกลเพราะกลัวว่าเธอทำอะไร
บางอย่างกับค่ายกล
ดังนั้นคนทั้งลัทธิเต๋าจึงยึดตระกูลจี้ให้เป็นฝ่ายคิดค้นค่ายกลนี้
ออกมา
ฮั่วเซียวหมิงมองสีหน้าของฉู่ลั่ว จากนั้นมุมปากของเขาก็อด
ยกขึ้นไม่ได้ “เรื่องนี้คุณไม่ได้บอกใครเลยเหรอ?”
“ไม่ได้บอกค่ะ”
ฉู่ลั่วบอก “แต่ก่อนหน้านี้ ฉันก็ไม่รู้ถึงพลังของค่ายกลนี้เช่นกัน”
จนกระทั่งค่ายกลสำเร็จแล้วเธอถึงได้รู้สึกขึ้นมา
ค่ายกลนี้แข็งแกร่งก็จริง แต่ว่า…
กักขังเธอไว้ไม่ได้
“ต่อไปถ้าคุณอยากไปที่ไหนก็บอกฉันได้เลย ฉันจะพาคุณ
ออกไปเอง”
“คุณอยากไปที่ไหน ฉันก็จะพาคุณไปที่นั่น”
“ไม่มีใครสามารถกักขังคุณไว้ได้!”
“ฉัน…”
เธอยังพูดไม่ทันจบ ฮั่วเซียวหมิงก็เดินมาตรงหน้าแล้วกอดฉู่ลั่ว
เอาไว้ในอ้อมแขน เขาออกแรงเบา ๆ คล้ายกับว่ากำลังควบคุม
ความรู้สึกของตัวเองอยู่ และคล้ายกับว่าถูกคำพูดไม่กี่คำของฉู่ลั่ว
กระตุ้นเขาเข้าให้แล้ว
“ลั่วลั่ว!”
“หืม?”
“ผมไม่สนใจ” ฮั่วเซียวหมิงซุกหน้าที่คอของเธอแล้วพูด “ผมไม่
สนใจว่าจะออกไปจากมณฑลหนานได้หรือเปล่า ผมไม่สนใจว่าจะถูก
กักขังไว้ที่ไหน”
“ขอเพียงคุณอยู่ข้างกายผมก็พอ”
ฉู่ลั่ว
คนที่เขาต้องการมาตลอดคือฉู่ลั่ว
แต่เขาไม่กล้าพูดคำนี้ออกไป
กลับมาที่มณฑลหนานอีกครั้ง
เจ้าหน้าที่กับนักพรตซึ่งติดตามมาด้วยไม่มีใครพูดมากสักคน
ซู่เซี่ยงหยางถามฉู่ลั่วผ่านสายตา ฉู่ลั่วพยักหน้า
ซู่เซี่ยงหยางจึงแอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก “แบบนี้ก็ดี จะ
ผนึกประธานฮั่วไว้ในมณฑลหนาน ไม่ยอมให้เขาออกไปได้ยังไง!”
ตอนนี้ฉู่ลั่วพาฮั่วเซียวหมิงออกไปได้ก็นับว่าเป็นเรื่องดีแล้ว
เขาหันไปมองกลุ่มนักพรตที่ตามมา “หลังจากพวกเขากลับไปจะ
เอาไปพูดไร้สาระอีกหรือเปล่าครับ!”
ฉู่ลั่วกวาดตามองครั้งหนึ่ง เมื่อนักพรตทุกคนสัมผัสได้ถึงสายตา
ของเธอก็พากันหลบสายตา
“จะพูดก็พูดเถอะค่ะ”
ไจ๋โหรวแค่นเสียงเย็น “วางใจได้ค่ะ! พวกเขาไม่กล้าแอบพูดเรื่อง
นี้ลับหลังแน่นอน และไม่กล้าบอกให้คนภายนอกรู้ด้วย โดยเฉพาะ
ตระกูลจี้”
……
โรงแรม
มีเสียงดังปัง
นักพรตเทียนหลัวตบโต๊ะอย่างหนัก สีหน้าเปลี่ยนไปซึ่งเห็นได้ไม่
บ่อยนัก “ว่ายังไงนะ!”
นักพรตรุ่นหลังค่อนข้างหวาดกลัว แต่ยังเล่าเรื่องที่ตนเองพบเจอ
ให้ฟังอีกครั้ง
จากนั้นนักพรตที่นั่งอยู่ในห้องชุดอันหรูหราก็สีหน้าเปลี่ยนไป
พวกเขามองไปทางนักพรตเทียนหลัว
นักพรตเทียนหลัวหันไปมองจี้ไจ่ซึ่งนั่งอยู่ด้านข้าง “เจ้าได้บอก
รูปแบบค่ายกลให้เธอรู้หรือเปล่า?”
จี้ไจ่ “เปล่าครับ”
“ถ้าเจ้าไม่ได้บอก! เธอจะพาฮั่วเซียวหมิงออกไปจากค่ายกลได้
ยังไง!” นักพรตเทียนหลัวเดินมาหยุดตรงหน้าจี้ไจ่ มองเขาด้วย
สายตาเย็นชา
จี้ไจ่สีหน้าเรียบนิ่ง “อาจารย์ เจ้านิกายมีความสามารถแข็งแกร่ง
พวกคุณรู้ดียิ่งกว่าผม”
“ถ้าท่านอาจารย์ไม่เชื่อ จะไปถามเจ้านิกายเองก็ได้นะครับ”
ไปถามฉู่ลั่ว?
ถามอะไร?
ถามว่าทำไมเธอถึงพาฮั่วเซียวหมิงออกไปจากค่ายกลได้?
หรือถามว่าเธอมีสิทธิ์อะไรถึงพาฮั่วเซียวหมิงออกจากค่ายกล?
คำพูดพวกนี้ ถามออกมาไม่ได้หรอก!
ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบอย่างน่าประหลาดอีกครั้ง
นักพรตเทียนหลัวมีสีหน้าย่าแย่ลงเรื่อย ๆ เขากัดฟันแน่น ไม่พูด
อะไรสักคำ
ทั่วห้องเงียบไปหลายวินาที
ไจ๋ฉางถึงได้ยืนขึ้นมาพลางโบกมือ “ถ้าไม่มีเรื่องอะไรแล้ว ฉันขอ
ตัวก่อน”
เขาเดินออกไป ส่วนคนอื่นก็ยืนขึ้นเดินออกไปเช่นกัน
ที่นี่จึงเหลือจี้ไจ่อยู่เป็นคนสุดท้าย
ประตูยังไม่ทันปิดสนิท นอกประตูก็มีเสียงพูดคุยพร้อมกับเสียงที่
ฟังเหมือนหัวเราะแต่ไม่หัวเราะดังขึ้นมา
“นี่คือค่ายกลของตระกูลจี้เหรอ!”
“แถมยังทดลองกันตั้งนานกว่าจะพัฒนาค่ายกลออกมาได้ อีก
ฝ่ายกลับทำลายมันได้ง่าย ๆ เลย”
“ค่ายกลนี้จะว่าไปแล้วก็เป็นแค่เรื่องตลกเท่านั้นเอง บอกว่าเอาไว้
กังขังฮั่วเซียวหมิง แล้วมันกักขังเขาได้เหรอ?”
“นอกจากท่านผู้นั้น ใครจะกักขังฮั่วเซียวหมิงได้อีก!”