เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1532 ข้าเป็นผี
โครม!
อาวุธศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดตกลงพื้นในทันที
“เห้ย!”
“แตกหมดแล้ว! ไหม้หมดแล้ว!”
พวกรูปภาพที่แขวนอยู่บนผนังมีไฟลุกไหม้ขึ้นมาทันที
กระดิ่งทองสัมฤทธิ์ก็แตกกระจายร่วงลงพื้นด้วยเช่นกัน
ดาบทั้งหลายเองก็หล่นลงพื้นจนส่งเสียงดังไปทั่ว
ทั้งห้องโถงวุ่นวายขึ้นมาทันที
ทุกคนล้วนไม่เห็นเลยว่าฉู่ลั่วลงมือยังไง รู้สึกเพียงว่าพลัง
วิญญาณที่แข็งแกร่งได้ระเบิดออกแล้วอาวุธศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดก็ร่วงลง
มา
สั่วเฟิงเองก็ถอยกรูดไปเพราะตกใจเช่นกัน ดีที่มีสั่วอิงประคอง
เธอเอาไว้
สั่วเฟิงไอออกมาอย่างรุนแรงหลายครั้งแล้วจึงเงยหน้าขึ้นมอง
ฉู่ลั่วอย่างอ่อนแรง “ข่าวลือที่โลกภายนอกไม่ได้โกหก เจ้านิกายเป็น
วัยรุ่นที่มีความสามารถไม่ธรรมดาจริง ๆ”
ฉู่ลั่วกดเฉิงยวนเอาไว้แน่นไม่ให้เธอทำอะไรรุนแรง “ตกลงว่า
ตระกูลสั่วรู้เรื่องอักขระที่อยู่บนขวดผนึกรักหรือเปล่าคะ?”
สั่วเฟิงแค่หลุบตาลงแล้วไอ แต่ไม่ได้ตอบคำถามใด ๆ
“ฉันจะจัดการวิญญาณร้ายที่อยู่ที่ตัวของสั่วอิงเอง”
ประโยคนี้ทำเอาคนตระกูลสั่งที่เดิมทีกำลังบ่นอุบกันอยู่เงียบไป
ทันที
สั่วเฟิงเงยหน้าขึ้นอย่างช้า ๆ แล้วถามออกไป “คุณว่าอะไรนะ?”
“ฉันจะจัดการวิญญาณร้ายพวกนี้เองค่ะ” ฉู่ลั่วยื่นมือออกมา
แล้วสมุดที่เต็มไปด้วยพลังหยินและพลังบุญเล่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้นบน
มือของเธอ
“บันทึกหยินแห่งปรโลก! คุณ…”
สั่วเฟิงมองเธออย่างตกใจ “คุณ คุณมีได้ยังไง?”
ฉู่ลั่วเก็บบันทึกนั้นไปแล้วพูดออกมา “คราวนี้จะบอกฉันได้หรือ
ยังคะว่า อักขระบนขวดผนึกรักนี้มีความหมายว่าอะไร?”
“ฉันไม่รู้จริง ๆ” สั่วเฟิงถอนหายใจเบา ๆ “แต่ตระกูลสั่วของเรามี
ขาตั้งทองสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่อยู่ ภายในขาตั้งนั้นมีอักขระทั้งหมด
ของตระกูลสั่ว”
“ขาตั้งนี้บันทึกการสร้างอาวุธทั้งหมดของตระกูลสั่วเอาไว้”
“หัวหน้าตระกูล!” เมื่อเอ่ยถึงขาตั้งทองสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่นี้
ขึ้นมา คนอื่น ๆ ในตระกูลสั่วก็มีท่าทีเปลี่ยนไปทันที
แม้แต่สั่วอิงเองก็แววตาดูสั่นระริกไป “หัวหน้าตระกูลคะ! ขาตั้งนี้
เป็นสมบัติสืบทอดของตระกูลสั่ว ไม่อนุญาตให้คนนอกสัมผัสนะคะ”
สั่วเฟิงมองสั่วอิงที่ดูร้อนใจด้วยสีหน้าอ่อนโยน “ไม่เป็นไรหรอก
ขอเพียงเธอหายดีได้ เรื่องอื่นก็ไม่สำคัญอะไรแล้ว”
“พวกเธอสองคนสบายดีก็พอแล้ว”
เจี่ยซีจับมือของสั่วอิงไว้แน่น แต่สายตากลับอยู่ที่เฉิงยวนที่มี
พลังหยินอยู่ทั่วร่าง
เขาเบิกตาโตเหมือนจะตกใจกลัว
“อาซี…”
เจี่ยซีเรียกสติกลับมา สีหน้าเขาซีดเซียว “อะไรเหรอ?”
สั่วอิงรู้สึกกังวลมาก “คุณตกใจเหรอ? คุณเฉิงเหมือนจะเป็นผี
สาวพันปี เธอบำเพ็ญมาอย่างลึกซึ้ง ก็เลย…ค่อนข้างน่ากลัว”
ฉู่ลั่วจิ้มไปที่หน้าผากของเฉิงยวนสองสามครั้ง จากนั้นเฉิงยวนก็
กลับสู่ภาวะปกติ
พอเธอเงยหน้าขึ้นมองก็สบเข้ากับสายตาที่ดูตกใจกลัวของเจี่ยซี
เข้าจึงชะงักไปทันที
จากนั้นก็รีบหันไปมองอีกทางหนึ่ง
แล้วพลังรุนแรงและพลังหยินที่อยู่บนตัวของเธอก็ค่อย ๆ จาง
หายไป
“เชิญเจ้านิกายไปพักผ่อนสักหน่อยก่อนดีกว่า คนในตระกูลเรา
ต้องหารือกันก่อน”
ฉู่ลั่วจึงพยักหน้า
สั่วอิงพาพวกของฉู่ลั่วไปที่คฤหาสน์เล็กซึ่งอยู่ด้านข้างด้วย
ตัวเอง
ความเงียบงันเกิดขึ้นตลอดทางที่ไปส่งพวกเขายังคฤหาสน์ สั่ว
อิงหยุดฝีเท้าแล้วจ้องมองเฉิงยวน “คุณเฉิงคะ ฉันไปทำเรื่องอะไรผิด
มาหรือเปล่าคะ?”
“หรือว่ามีตรงส่วนไหนที่ตระกูลสั่วไม่ได้คำนึงถึงมารยาทหรือ
เปล่า?”
เธอเงยหน้าขึ้นพร้อมสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจและ
เสียใจ “ทำไมคุณเฉิงต้องลงมือกับหัวหน้าตระกูลด้วยคะ? ถ้าคุณเฉิง
มีอะไรที่ไม่พอใจก็บอกมาได้ค่ะ แต่ทำไมถึงต้องลงไม้ลงมือกันด้วย?”
“หัวหน้าตระกูลก็อายุมากขนาดนั้นแล้ว…”
สีหน้าของเฉิงยวนเย็นชาลง กอดอกพลางเอียงคอเล็กน้อย
จากนั้นก็ยิ้มไม่คล้ายยิ้ม “ข้าเป็นผี”
สั่วอิงน้าตาคลอ “…”
“ข้าเป็นผีสาวพันปี ข้าเป็นผีแล้ว เจ้ายังจะพูดเรื่องเหตุผลกับข้า
อีกเหรอ?”
“เจ้าพูดเหตุผลมาแล้วคิดว่าข้าจะฟังเหรอ?”
“คุณเฉิง!” เจี่ยซีขมวดคิ้วพลางหันมา “ที่นี่คือบ้านตระกูลสั่ว
พวกคุณเป็นฝ่ายมาขอร้องตระกูลสั่วเอง นี่เป็นท่าทีของคนที่จะมา
ขอร้องคนอื่นเหรอครับ?”
“หรือว่า…”
เขามองฉู่ลั่วแล้วพูดออกมา “อาศัยว่ามีคนหนุนหลัง ผีสาวก็เลย
ทำร้ายใครได้ตามใจชอบ?”