เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1534 ขาตั้งทองสัมฤทธิ์
“ไม่ได้!” เฉิงยวนข้ามราวบันไดออกมา แล้วร่อนลงตรงหน้าของ
เจี่ยซีกับสั่วอิง “ข้าบอกว่าไม่ได้! ข้าทนเห็นไม่ได้!”
“ถ้าพวกเจ้ามาพลอดรักกันต่อหน้าข้าอีก ข้าจะไปหลอกพวก
เจ้าตอนกลางดึกให้ตกใจตายกันไปเลย!”
เจี่ยซีกัดฟัน “ปรมาจารย์ฉู่ คุณจะมองเธอข่มขู่พวกเราแบบนี้
เหรอครับ?”
ไจ๋โหรววิ่งออกมาจากคฤหาสน์ “อยู่ดี ๆ ทำไมถึงทะเลาะกัน
ขึ้นมาอีกแล้วเนี่ย! ยวนยวน คุณไม่ได้เป็นคนชอบชวนทะเลาะแบบนี้
ไม่ใช่เหรอ!”
“เจี่ยซี คุณเองก็ไม่ใช่คนที่ชอบโต้เถียงนี่นา!”
สองคนนี้ทำไมเจอหน้ากันแล้วจิกกัดกันอย่างนี้นะ!
เจี่ยซีบอก “เธอไม่มีเหตุผล”
เฉิงยวนกลอกตาใส่แล้วบอก “เขาไร้ศีลธรรม”
ไจ๋โหรวจึงกอดเฉิงยวนแล้วลากเธอเข้าไปในคฤหาสน์ทันที
สั่วอิงเองก็ลากเจี่ยซีไปอีกทางหนึ่งด้วยเหมือนกัน
ไม่นานก็แยกทั้งสองคนออกจากกันได้แล้ว
ไจ๋โหรวถอนหายใจออกมาและพูด “ดูเหมือนว่ายวนยวนจะไม่
ชอบเจี่ยซีกับเสี่ยวอิงเอามาก ๆ เลยนะ!”
เฉิงยวนจัดแจงเสื้อผ้าของตนเอง เอ่ยบอก “ไม่ใช่เรื่องชอบไม่
ชอบหรอก ก็แค่ขัดหูขัดตา”
ไจ๋โหรว “…”
เธอหันไปมองทางฉู่ลั่ว
แล้วก็เห็นว่าฉู่ลั่วไม่ได้ห้ามเฉิงยวน จึงทำได้เพียงลอบถอน
หายใจเท่านั้น
…
เช้าวันรุ่งขึ้น สั่วเฟิงก็พาคนของตระกูลสั่วมาที่คฤหาสน์เล็ก
ด้วยกัน
หลังจากทักทายกันไม่กี่ประโยคสั่วเฟิงก็บอก “เจ้านิกายมีวิธี
จัดการกับวิญญาณอาฆาตบนตัวของเสี่ยวอิงจริง ๆ เหรอ”
ฉู่ลั่ว “ฉันมีวิธีค่ะ”
สั่วเฟิงพยักหน้ารับแล้วบอก “ถ้าอย่างนั้นฉันก็เชื่อเจ้านิกาย
เชิญเจ้านิกายมากับฉันเถอะ”
สั่วเฟิงพาพวกเขาเดินไปทางด้านหลังคฤหาสน์จนไปถึงยังเนิน
เขาเล็ก ๆ พอเข้าไปใกล้เนินเขา ก็เห็นว่ามีปากถ้าที่ไม่ได้เล็กหรือ
ใหญ่มากนักอยู่
คนตระกูลสั่วเอาอุปกรณ์ส่องสว่างออกมาแล้วเข้าไปในปากถ้า
จากนั้นทุกคนก็เดินก้มตัวตามเข้าไปด้วยกัน
ไจ๋โหรวมองไปรอบ ๆ แล้วเอ่ยออกมา “มิน่าตระกูลสั่วถึงจะซื้อ
ที่ดินผืนใหญ่ขนาดนี้เอาไว้ ที่แท้ก็เพราะถ้านี้นี่เอง”
“ขาตั้งขนาดใหญ่เป็นสมบัติของตระกูลสั่ว และเพราะมันมีขนาด
ใหญ่เกินไปจนไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ จึงต้องเก็บรักษาเอาไว้ในถ้านี้
มาโดยตลอด”
คนตระกูลสั่วบางคนพูดขึ้นมา
หลังจากผ่านเส้นทางเล็ก ๆ เตี้ย ๆ เข้าไปแล้ว ตรงหน้าก็มองเห็น
ได้กระจ่างชัดขึ้นว่า เป็นพื้นที่เปิดโล่งมีเนื้อที่ประมาณหนึ่งร้อยตาราง
เมตร และมีขาตั้งทองสัมฤทธิ์ขนาดยาวประมาณสามสิบเมตรตั้งอยู่
ตรงกลาง
สั่วเฟิงกำลังคุกเข่าอยู่ตรงหน้าขาตั้งทองสัมฤทธิ์นั้นด้วยความ
เคารพเลื่อมใส
คนตระกูลสั่วคนอื่น ๆ ก็คุกเข่าตามเช่นกัน
หลังจากคุกเข่าไหว้เสร็จแล้ว สั่วเฟิงก็เดินไปที่ด้านล่างของขาตั้ง
ทองสัมฤทธิ์แล้วหยดเลือดจากปลายนิ้วลงไป
จากนั้นเลือดสด ๆ ก็ลอยขึ้นไปด้านบนขาตั้งทองสัมฤทธิ์
แล้วเธอก็หันกลับมามองทางพวกของฉู่ลั่ว “เจ้านิกายพร้อมหรือ
ยัง?”
ฉู่ลั่วพยักหน้า
แล้วสั่วเฟิงก็ถามขึ้นอีกครั้ง “แล้วเจ้านิกายจะพาเข้าไปกี่คน? ขา
ตั้งทองสัมฤทธิ์นี่…”
เธอยังพูดไม่ทันจบก็กลับไปมองกลุ่มคนด้านหลังแล้วเรียก “ยัง
ไม่ออกมาอีก!”
ทุกคนล้วนหันกลับไปตามสายตาสั่วเฟิง แล้วเห็นสั่วอิงกับเจี่ยซี
ที่แอบอยู่ตรงมุม
สั่วอิงยิ้มแห้งแล้วดึงเจี่ยซีออกมา “หัวหน้าตระกูลคะ หนูก็แค่…
อยากมาดู”
สั่วเฟิงถอนหายใจเบา ๆ “มาเถอะ”
สั่วอิงจึงยิ้มหวานแล้วจูงมือเจี่ยซีสิ่งเข้ามาอย่างดีใจ
“เธอไปกับปรมาจารย์ฉู่แล้วกัน”
“หะ!”
ไม่ใช่เพียงพวกของฉู่ลั่วที่ประหลาดใจ แม้แต่คนตระกูลสั่วเองก็
ประหลาดใจเช่นกัน
แต่ไม่รู้จะทำอย่างไรกับทัศนคติที่แข็งแกร่งของสั่วเฟิง ถึงเอาแต่
มองฉู่ลั่ว “ไม่ทราบว่าเจ้านิกายจะพาพวกเขาสองคนเข้าไปด้วยได้
ไหม”
เจี่ยซีมองสั่วอิงอย่างไม่เข้าใจ
สั่วอิงหลุบตาลงเล็กน้อยแล้วก็เงยหน้าขึ้นมองไปทางเจี่ยซี “อาซี
ถ้าพวกเราออกมาจากข้างในนั้นแล้วคุณยังอยากที่จะอยู่กับฉัน พวก
เราก็แต่งงานกันค่ะ!”
“คุณพูดจาเหลวไหลอะไรกัน! ผมอยากแต่งงานและอยู่กับคุณ
ตลอดไปแน่นอน!”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับที่พวกเราจะเข้าหรือไม่เข้าไปในขาตั้งนี่
ล่ะ?”