เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1558 จองจ าวิญญาณ
สั่วหลิงชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยต่อ “ใช้ผนึกที่ทรงพลังที่สุด ท่าน
พ่อ ท่านคงไม่อยากให้คนในลัทธิเต๋ารู้ว่าข้าทำให้ผู้อื่นต้องตาย ซ้า
ยังทำลายบุพเพผู้อื่นอีกด้วยใช่หรือไม่”
สั่วเหลียง “…”
“สะกดนางไว้ จองจำวิญญาณนางไว้ที่นี่เป็นพันปีหมื่นปี ขอ
เพียงวิญญาณของนางหายไป ใต้หล้านี้ก็จะไม่มีผู้ใดล่วงรู้เรื่องนี้อีก”
สั่วเหลียงเงยหน้าเล็กน้อย ทอดมองแสงสีขาวของสายฟ้าที่แลบ
แปลบปลาบไม่หยุดพลางกล่าว “แต่สวรรค์รู้”
สั่วหลิงเงยหน้าตาม ปล่อยให้สายฝนขนาดเท่าเม็ดถั่วสาด
กระทบผืนธรณี “แล้วอย่างไรเล่า หากสวรรค์มีความเที่ยงธรรมจริง
คงไม่ปล่อยให้สวีจิ้นครองคู่กับนาง”
“สวรรค์ทำให้ข้าได้พบสวีจิ้น”
“หากจะมีผู้ใดจะผิด ก็เป็นความผิดของสวรรค์”
นางหันกลับมาหาสั่วเหลียงช้า ๆ “และเป็นความผิดของท่านพ่อ
หากท่านพ่อไม่ได้ทอดทิ้งข้ากับท่านแม่ไป ข้าคงไม่กลายเป็นคน
โหดร้ายเย็นชาเช่นนี้”
“ท่านพ่อ หากท่านไม่ปิดผนึกเสีย ก็ให้คนในลัทธิเต๋าเรียก
วิญญาณของเฉิงยวนออกมา ให้พวกเขาล่วงรู้ทุกอย่างที่ข้าได้ทำ
เถอะเจ้าค่ะ”
“จากนั้นท่านก็รอเก็บศพให้บุตรสาวตนเองได้เลย”
สั่วหลิงหันหลังเดินไปหยุดอยู่หน้าหลุมศพ ประคองสวีจิ้นที่ล้มอยู่
บนพื้นขึ้นมา แล้วเยื้องย่างออกไป
สั่วเหลียงนิ่งเงียบ
เขาเงยหน้ามองท้องฟ้าที่มีประกายแสงสีขาวฟาดผ่าแล้วยิ้ม
อย่างขมขื่น
ภาพเปลี่ยนไปอีกครั้ง
ทุกคนเห็นวิญญาณของเฉิงยวนเดินไปเดินมาในหลุมศพ
เธอนับของที่ถูกฝังพร้อมกับตัวเองมาทีละชิ้นด้วยความเบื่อ
หน่าย ซ้ายังคุยเล่นกับหนอนที่เกิดออกมาจากศพของตัวเอง
“ไม่กี่สิบปีเอง เดี๋ยวเดียวก็ผ่านไปแล้ว”
โลกภายนอกกาลเวลาผันเปลี่ยน ทุกสิ่งก็แปรผัน
ส่วนในหลุมศพนั้นนอกจากร่างกายที่เน่าเปื่อยแล้ว กลับไม่มี
ความเปลี่ยนแปลงอื่นใดอีกเลย
จนกระทั่งวันหนึ่ง โจรปล้นสุสานกลุ่มหนึ่งก็บุกเข้ามา
เฉิงยวนวนเวียนอยู่รอบ ๆ โจรปล้นสุสานเหล่านี้ พินิจมองพวก
เขาด้วยความสนใจ และสื่อสารกับพวกเขาอย่างมีความสุข
“ไม่รู้ว่าเป็นหลุมศพของแม่หญิงบ้านไหน ถึงได้มีของฝังศพ
มากมายขนาดนี้”
“ทำไมต้องสนว่านางเป็นใคร เจ้าหวังให้นางออกมายืนยันตัวตน
หรืออย่างไร”
เหล่าโจรปล้นสุสานขโมยสิ่งของในนั้นอย่างรวดเร็ว
“ของข้าเอง”
เสียงอึมครึมเสียงหนึ่งดังอยู่ในหลุมศพ
“ใครกัน! ใครส่งเสียงอยู่”
เฉิงยวนนั่งอยู่บนโลงศพ คลี่ยิ้มทะเล้น มองบรรดาโจรปล้นสุสาน
ที่กำลังแตกตื่นอย่างได้ใจ “นี่คือหลุมศพของข้า แล้วเจ้าว่าใครส่ง
เสียงอยู่กันเล่า”
“อ๊าก ๆ ๆ ๆ!”
เสียงร้องลั่นดังอยู่ในหลุมศพ
เฉิงยวนยิ่งยกยิ้มมีความสุขมากขึ้นไปอีก
เหล่าโจรปล้นสุสานพากันวิ่งออกไปข้างนอก กลับถูกสายลม
หยินสายหนึ่งซัดให้ถอยกลับมา โจรปล้นสุสานรีบหมอบลงกับพื้น
โขกศีรษะอย่างบ้าคลั่ง
“จะไปก็ไปได้ แต่พวกเจ้าออกไปแล้วช่วยนำสาสน์ไปบอกคน
แทนข้าที”
“สาสน์หรือ สาสน์อะไร” โจรปล้นสุสานที่ใจกล้าคนหนึ่งถาม
เสียงเบา
“ไปบอกตระกูลเฉิงแห่งเมืองลั่วหยางทีว่า ยามนี้ข้าสบายดี บอก
พวกเขาว่าไม่ต้องกังวล จำไว้ บอกเพียงตระกูลเฉิง ห้ามบอกตระกูล
ของแม่ทัพสวีตรงข้ามตระกูลเฉิงเด็ดขาด”
เพราะหลุมศพนางอยู่ไม่ไกลจากเมืองลั่วหยาง
ทว่าโจรปล้นสุสานกลับชะงักไป “เมืองลั่วหยางหรือ ตอนนี้ไม่มี
ใครอยู่ในเมืองลั่วหยางแล้ว นับแต่ฝ่าบาทถูกจับตัว ลั่วหยางก็กลาย
เป็นเมืองร้าง”
“ฝ่าบาทถูกจับตัว? เมืองร้าง?”
“เช่นนั้นแล้วแม่ทัพสวีเล่า”
โจรปล้นสุสานตอบ “แม่ทัพสวีหรือ แม่ทัพสวีคนใดกัน”
เฉิงยวนกำลังจะเอ่ยชื่อสวีจิ้นออกไป ก็ได้ยินโจรปล้นสุสานคน
หนึ่งเอ่ยด้วยน้าเสียงเย้ยหยัน “ตระกูลซือหม่าครองแผ่นดินอย่างไม่
เป็นธรรม…”
“ตระกูลซือหม่าหรือ” เฉิงยวนร้อนใจจนกระโดดลงจากโลงศพ
ปรี่ไปอยู่ตรงหน้าโจรปล้นสุสาน “ตระกูลซือหม่าอะไรกัน ราชวงศ์ฮั่น
สกุลหลิวสิ้นแล้วหรือ”
“ราชวงศ์ฮั่นสกุลหลิว!” โจรปล้นสุสานผงะ พอหวนนึกถึงหลุม
ศพนี้แล้วถึงได้เข้าใจ
เขาถอนหายใจเบา ๆ แล้วเอ่ย “แม่นาง ราชวงศ์ฮั่นจบสิ้นไปนาน
แล้ว”
“จบสิ้นไปกว่าร้อยปีแล้ว”
เฉิงยวน “…”