เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1559 นางบอกว่าจะรอข้าที่ปรโลก
กว่านางจะได้สติ ทั้งหลุมศพก็ไม่เหลือเงาของเหล่าโจรปล้นหลุม
ศพ
ทว่าอุปกรณ์ที่หล่นอยู่บนพื้นกลับบ่งบอกว่าทุกสิ่งทุกอย่างคือ
เรื่องจริง
นางรีบปราดออกไปข้างนอก แต่พอเพิ่งไปถึงข้างหลุมศพ ก็ถูก
ค่ายกลทรงพลังดีดกลับมา
ค่ายกลนี้กางขึ้นเพื่อสะกดวิญญาณ นางย่อมออกไปไม่ได้
ไจ๋โหรวเบนหน้าหนี ไม่มองเฉิงยวนที่พุ่งตัวไปข้างนอกครั้งแล้ว
ครั้งเล่า
“ทำไมถึงเป็นแบบนี้”
จี้ไจ่ก็ขมวดคิ้วเป็นปม
เป็นอีกครั้งที่วิญญาณของเฉิงยวนล้มลงไป นางนอนอยู่ที่ขอบ
ค่ายกล ออกแรงทุบค่ายกลพลางร้อง “ปล่อยข้าออกไป! ปล่อยข้า
ออกไป!”
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้ายังอยู่ที่นี่”
“พี่ใหญ่ พี่รอง พี่สาม…”
“อาจิ้น…”
“ฮือ ๆ ๆ!”
“ปล่อยข้าออกไป”
“ข้ายังอยู่ที่นี่ อย่าทิ้งข้าไว้ที่นี่คนเดียว”
เสียงร้องไห้ของเฉิงยวนสะท้อนดังไปทั่ว
แต่ภาพนั้นค่อย ๆ หายไปแล้ว
ไจ๋โหรวถอนหายใจเบา ๆ “ยวนยวนถูกจองจำแบบนี้มาเป็นพันปี
เลยเหรอ”
ฉู่ลั่ว “…”
เธอนึกถึงภาพตอนที่พบกับเฉิงยวนครั้งแรก
ตอนนั้นเธอก็รู้สึกแปลกใจมาก ผีสาวที่ถูกจองจำอยู่ในหลุมศพ
มาพันปีกลับไม่ได้กลายเป็นสัมภเวสี
แต่ตอนนี้…
เธอเข้าใจแล่วว่าการที่เฉิงยวนควบคุมตัวเองไม่ให้กลายเป็น
สัมภเวสีได้นั้น อีกฝ่ายต้องเข้มแข็งมากถึงขนาดไหน
ฉู่ลั่วหลุบสายตา “ใกล้จบแล้วค่ะ”
ภาพตรงหน้ากำลังอันตรธาน กระทั่งท้ายที่สุด เสียงเฉิงยวนที่
ร้องไห้อยู่ก็หายไปด้วย
ขณะที่ทุกคนยังคงตกอยู่ในภวังค์ เฉิงยวนก็ปรากฏตัวขึ้นมา
เธอเอื้อมมือไปตบไหล่ไจ๋โหรว “ร้องไห้เสียใจขนาดนี้ เพราะ
ซาบซึ้งกับความรักอันสวยงามของข้าหรือ”
พอไจ๋โหรวเห็นเฉิงยวนมาก็ร้องไห้จ้า แล้วพุ่งเข้าไปในอ้อมกอด
เธอ ร่าร้องออกมาอย่างไม่เกรงใจใคร
เฉิงยวนถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน “เหตุใดต้องร้องไห้ด้วยเล่า
ข้าที่อยู่ในเหตุการณ์ยังไม่ร้อง เจ้าเป็นเพียงผู้ชมกลับเศร้าโศกยิ่ง
กว่าข้าที่อยู่ในละครฉากนี้อีก”
“ยวนยวน ยวนยวน…”
ไจ๋โหรวร้องไห้จนหายใจติดขัด
เฉิงยวนตบบ่าเธอ แล้วหันไปมองฉู่ลั่วพลางกล่าว “คงเพราะนี่
เป็นอดีตที่เกี่ยวข้องกับข้า ตัวข้าถึงได้ถูกดูดเข้าไปทันทีที่เข้ามา”
“ข้าอยู่ในนั้น ไม่อาจขยับเขยื้อน ไม่อาจทำอะไรได้เลย ทำได้
เพียงอยู่เฉย ๆ อย่างนั้น”
“แต่ข้าเห็นพวกเจ้า”
เธอมีสีหน้ากระอักกระอ่วน “เพียงแต่พอได้สัมผัสด้วยตัวเองแล้ว
ก็รู้สึกน่าอายจริง ๆ ข้าเกร็งนิ้วเท้าจนขนาดจะสามารถขุดลงไปในดิน
ได้แล้ว”
ฉู่ลั่วพยักหน้า
จากนั้นสุ้มเสียงแผ่วเบาเสียงหนึ่งดังก็ออกมาจากมุมหลืบ
สั่วอิงไม่กล้ามองเฉิงยวน แต่กลับถามเสียงค่อย “แล้วอาซีล่ะคะ”
ทุกคนถึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าเฉิงยวนกลับมาแล้ว แต่เจี่ยซียังไม่กลับมา
“เจี่ยซีเขา…”
พูดไม่ทันจบ สภาพแวดล้อมรอบ ๆ ก็เปลี่ยนแปลงไปอย่าง
รวดเร็ว
เสียงร้องโหยหวนคร่าครวญดังออกมา พลังหยินที่หนาแน่นก็
ทะลักออกมาด้วย
“ปรโลก”
ฉู่ลั่วมองสถานที่อันคุ้นเคยแล้วหรี่ตาลง
ไจ๋โหรวเงยหน้าขึ้นจากอ้อมกอดของเฉิงยวน เธอหรี่ตาเช่นกัน
“นี่คือปรโลกย่อย”
จี้ไจ่ “…”
พวกเขาเคยเห็นปรโลกจริงจากไลฟ์สตรีมของฉู่ลั่วแล้ว
แต่อยู่ ๆ สั่วอิงก็ร้องออกมา “อาซีนี่…”
เสียงตื่นเต้นนั้นพลันชะงักกึก
แม่ทัพหนุ่มในชุดเกราะไม่ใช่เจี่ยซี แต่เป็น…สวีจิ้น
เฉิงยวนยืนอยู่ที่เดิม ทอดมองสวีจิ้นซึ่งมีคันธนูบนหลังและดาบ
ในมือ
เขาหลับตาลงพิงกับเสาหินอยู่ด้านหนึ่ง ปล่อยให้ภูตผีวนเวียนไป
มาอยู่รอบตัว
จนกระทั่งยมทูตสองตนเข้ามาหาเขา “สวีจิ้น เจ้ายังไม่คิดจะไป
เกิดใหม่อีกหรือ”
สวีจิ้นตอบ “ข้ารอคนผู้หนึ่งอยู่”
เฉิงยวนก้าวไปข้างหน้าสองก้าว แต่แล้วก็ชะงักไป
นี่ไม่ใช่ความจริง แต่เป็นอดีต
อดีตเมื่อพันปีก่อน
ยมทูตสองตนมองหน้ากันไปมา “เลิกรอเสียที ผู้ที่เจ้ารอคงไป
เกิดใหม่นานแล้วแน่ ๆ”
“เป็นไปไม่ได้” สวีจิ้นลืมตา “นางต้องรอข้า นางบอกว่าจะรอข้าที่
ปรโลก”
ยมทูตสบตากัน ก่อนจะส่ายหน้าและเดินออกไป
วิญญาณยังคงสัญจรไปมา สวีจิ้นพิงเสาต้นนั้น รอคอยเรื่อยมา
“สั่วหลิงนี่”
น้าเสียงไจ๋โหรวเย็นเยียบ “เธอตั้งใจจะทำอะไรอีกล่ะ”
ทุกคนทอดสายตาตามไป และเห็นสั่วหลิงที่กลายเป็นวิญญาณ
แล้วกำลังมองสวีจิ้นจากจุดที่ไม่ห่างไม่ใกล้
ยมทูตสองตนมีท่าทางละเหี่ยใจ “พวกเราเกลี้ยกล่อมมาหลาย
หน เขายังไม่ยอมไปเกิดใหม่”
สั่วหลิง “…”
“พวกเราเองก็จนปัญญาแล้ว” ยมทูตถอนหายใจ