เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1561 ผีร้องไห้เป็นสายเลือด
ภาพเหตุการณ์รอบด้านเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว
ฉู่ลั่วเอ่ยขึ้น “ประตูสัมฤทธิ์โผล่ออกมาแล้ว”
ทุกคนหันมองเจี่ยซีที่ปรากฏตัวออกมา
สีหน้าเจี่ยซีซีดเซียวมาก เขาหอบหายใจ ตัวสั่นเทิ้มไปทั้งร่าง
สายตาทอดมองเฉิงยวนที่กำลังหันหลังให้เขา “ยวนยวน…”
เขาทำท่าจะสาวเท้าก้าวเข้าไปหา แรงหนึ่งกลับพุ่งมาอยู่ในอ้อม
กอดของเขาอย่างฉับพลัน
เมื่อก้มหน้าจึงเห็นว่าเป็นสั่วอิง
“อาซี คุณไม่เป็นไรใช่ไหม พอเข้ามาที่นี่ฉันก็พบว่าคุณหายตัว
ไป คุณไม่รู้หรอกว่าฉันเป็นห่วงคุณขนาดไหน”
เจี่ยซี “…”
สั่วอิงเงยสายตามอง น้าตาคลอเต็มหน่วย “อาซี…”
เธอคลี่ยิ้มหวาด ๆ
“ยวนยวน!”
ไจ๋โหรวร้องเสียงหลงออกมา
เจี่ยซีผลักสั่วอิงออกโดยสัญชาตญาณ แล้วหันมองเฉิงยวน
และเห็นว่าเฉิงยวนซึ่งหันกลับมามีเลือดไหลออกมาจากดวงตา
“เฉิงยวน! เธอใจเย็นก่อน!” ไจ๋โหรวพุ่งเข้าไป ยกมือประสานอิน
ทำท่าจะคลายแรงอาฆาตให้เฉิงยวน เธอยกมือมาได้ครึ่งทางก็มีนิ้ว
หนึ่งแตะไปบนหว่างคิ้วของเฉิงยวน
“เฉิงยวน เรียกสติ”
ฉู่ลั่วเอ่ยเสียงเบา
เฉิงยวนที่มีพลังหยินแผ่ซ่านอยู่รอบตัวในตอนแรก บัดนี้แรง
อาฆาตพลันค่อยจางไป เธอใช้นิ้วปาดขอบตาตัวเองเบา ๆ ก่อนจะคลี่
ยิ้ม “ที่แท้ ผีร้องไห้เป็นสายเลือดได้จริง ๆ”
เธอยิ้มกว้างให้ฉู่ลั่วด้วยใบหน้าซึ่งเต็มไปด้วยเลือด แล้วกล่าว
“เมื่อก่อนข้าคิดว่าเป็นเรื่องเท็จมาตลอด”
ทั้งที่เฉิงยวนยิ้มอยู่ แต่ฉู่ลั่วกลับรู้สึกถูกความหม่นหมองกดทับ
ในใจ
“ฉัน…ก็ไม่เคยเห็นมาก่อน”
เฉิงยวนเช็ดเลือดออกอย่างไม่ใส่ใจ น้าเสียงฟังดูร่าเริง “เพราะ
อย่างนั้นข้าถึงได้บอก ผีสาวพันปีอย่างข้าไม่แพ้วิญญาณพยาบาท
อย่างย่วนย่วนหรอก”
“หากให้นับกันตามจริง ข้าแข็งแกร่งกว่านางมากนัก”
ฉู่ลั่วเองก็ยกยิ้ม “ใช่ เธอแข็งแกร่งที่สุดแล้ว”
เฉิงยวนหัวเราะ
คนที่เหลือกลับพูดอะไรไม่ออกสักคำ
“ไปกันเถอะ!”
พวกฉู่ลั่วเดินออกไป ในเมื่อได้รู้เรื่องที่อยากรู้แล้ว ก็ไม่
จำเป็นต้องอยู่ที่นี่ต่ออีก
นอกกระถางสัมฤทธิ์ยักษ์ คนตระกูลสั่วกำลังรออยู่ ทันใดนั้น
แสงสีขาวหลายสายก็ปรากฏออกมาจากกระถางสัมฤทธิ์
สั่งเฟิงมือค้าไม้เท้า ทอดสายตามอง
เห็นพวกฉู่ลั่วออกมาจากกระถางสัมฤทธิ์แล้ว
ไม่มีใครหายไปสักคน
เธอโล่งใจเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยขึ้น “เจ้านิกายได้สิ่งที่ต้องการหรือ
เปล่า”
“ค่ะ” ฉู่ลั่วพยักหน้า
สั่วเฟิงกล่าว “ถ้าอย่างนั้นขอให้เจ้านิกายทำตามสัญญา อย่าให้
เสี่ยงอิงถูกสัมภเวสีตามรังควานอีกเลย”
“ค่ะ ในเมื่อฉันรับปากแล้ว ต้องจัดการให้แน่”
เห็นฉู่ลั่วยังไม่เปลี่ยนใจ สั่วเฟิงโล่งอกเล็กน้อย “ในถ้านี้ไม่ค่อย
สะดวก พวกเราออกไปกันก่อนเถอะ”
ทุกคนทยอยออกไปด้านนอก
ผ่านไปไม่นานก็ออกมากันครบ
ฉู่ลั่วบอกกับสั่วเฟิง “ฉันขอไปจัดการธุระที่มณฑลหนานก่อน
เสร็จแล้วจะมาจัดการเรื่องคุณสั่ว…”
“ปรมาจารย์คะ พาฉันกับอาซีไปที่มณฑลหนานด้วยเถอะค่ะ!”
เสียงของสั่วอิงแผ่วเบา “ฉันคิดว่า…อาซีน่าจะมีเรื่องต้องคุยกับคุณ
เฉิง”
เธอหันมองเจี่ยซี ยิ้มอย่างขมขื่น “ใช่ไหมคะ อาซี”
เจี่ยซีหลุบสายตาลง ก่อนจะเงยหน้าช้า ๆ มองไปทางเฉิงยวน
“รบกวนปรมาจารย์พาผมกับ…ไปมณฑลหนานด้วยครับ”
สั่วอิงหน้าซีด สองมือกำหากันแน่น เธอมองเจี่ยซีด้วยความ
น้อยใจระคนเสียใจ
เจี่ยซีกลับไม่กล้าหันมองสั่วอิง เอาแต่หลุบสายตา
“ก็ได้”
ฉู่ลั่วประสานอินด้วยสองมือ ไม่นานนัก ค่ายกลมโหฬารก็
ปรากฏใต้ฝ่าเท้าคนทั้งหมด เธอท่องคาถาเบา ๆ
ไม่ช้าทุกคนก็หายไปจากสายตาคนตระกูลสั่ว
สั่วเฟิงจ้องมองพื้นที่ว่างเปล่า แววตาฉายความลุ่มลึก
“หัวหน้าตระกูลครับ ฉู่ลั่วคนนี้…เชี่ยวชาญด้านคาถาอาคมกว่า
ที่เราคิดไว้อีก เธอจะ…ช่วยคลายขวดผนึกรักบนตัวเจี่ยซีให้จริงเหรอ
ครับ”
สั่วเฟิงมีสีหน้ากึ่งยิ้ม “เพราะเธอเก่งกาจ ถึงต้องให้เธอช่วยคลาย
ให้ ไม่อย่างนั้น…”
“แล้วถ้าคลายคำสาปขวดผนึกรักได้จริง เจี่ยซียังจะ…ยังจะชอบ
เสี่ยวอิงอยู่เหรอครับ ผมดูแล้วสีหน้าเขาไม่ดีเลย”
สั่วเฟิงก้มหน้ายิ้มอย่างดูแคลน “เก้าชาติ!”
“อะไรนะครับ”
“เจี่ยซีกับเสี่ยวอิงเป็นสามีภรรยากันมาเก้าชาติ มีลูกเต็มบ้าน
หลานเต็มเมือง รักกันจนแก่เฒ่า แล้วจะยังเทียบกับ…ชาตินั้นไม่ได้
เหรอ”