เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1562 เธอ…จะท าอะไรได้
พอได้ยินคำพูดของสั่วเฟิง ทุกคนจึงต่างรู้สึกโล่งอก
“เพราะอย่างนี้ ต่อให้จะชอบแค่ไหนแล้วยังไง ถ้าเจี่ยซีเป็นคนให้
ความสำคัญกับความผูกพัน ก็ต้องให้ความสำคัญกับความผูกพัน
เมื่อเก้าชาติก่อนด้วย”
“ที่รักที่ชอบและมีลูกด้วยกันมาเก้าชาติ แน่นอนว่ามันไม่เสีย
เปล่า”
ด้านตระกูลสั่วยังคงวิพากษ์วิจารณ์กันต่อไป ส่วนพวกฉู่ลั่วนั้น
มาถึงมณฑลหนานแล้ว
จุดที่โผล่มาคือภายในห้องของฉู่ลั่ว
หลังจากทุกคนทรงตัวได้มั่นคงแล้ว ฉู่ลั่วจึงเอ่ยขึ้น “กลับไป
พักผ่อนกันก่อนเถอะ”
ไจ๋โหรวกับจี้ไจ่พยักหน้า
ไจ๋โหรวมองเฉิงยวนด้วยสายตาเศร้าโศก
เฉิงยวนกลอกตามองบนแล้วเอ่ย “อย่ามามองข้าด้วยสายตา
เช่นนี้นะ ข้ารู้ว่ามีความรักเพียงครั้งเดียวมาตลอดพันปีนั้นน่าขาย
หน้า กระนั้นความรักของข้าก็มีคุณภาพสูงนี่!”
“เจ้าว่าสวีจิ้นหน้าตาหล่อเหลาใช่หรือไม่ ทั้งหล่อทั้งรักเดียวใจ
เดียว มิหนำซ้ารักของพวกเรายังเป็นโศกนาฏกรรมบันลือโลก ดีกว่า
ความรักของพวกเจ้าที่สารภาพความรู้สึกแล้วพากันขึ้นเตียงในวันนี้
ก่อนจะเปลี่ยนใจเลิกรากันในอีกวันตั้งเยอะ”
“เพราะฉะนั้น ไม่ต้องมาสงสารข้า!”
ไจ๋โหรวโดนพูดโต้กลับจนพูดไม่ออก ได้แต่กลับไปกับจี้ไจ่
หลังออกจากห้องพัก น้าตาของไจ๋โหรวก็ไหลพรากลงมาอย่าง
คุมไม่อยู่ “ยวนยวนต้องเสียใจมากแน่ ๆ เธอเสียใจจนร้องไห้น้าตา
เป็นสายเลือดแล้ว”
ผีตนหนึ่งต้องอารมณ์พลุ่งพล่านขนาดไหนถึงหลั่งน้าตาเป็น
สายเลือดได้!
“แต่เธอไม่ยอมพูด แกล้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น”
ไจ๋โหรวสะอึกสะอื้นพลางมองจี้ไจ่ “ทำไมกัน ทำไมสั่วหลิงถึงทำ
พลัดพรากพวกเขา ในฐานะผู้บำเพ็ญ ไม่ใช่ว่าต้องผดุงคุณธรรม
ให้กับใต้หล้า และขจัดปีศาจมารร้ายเพื่อปกป้องวิถีเหรอ”
“แต่ทำไมถึงต้องทำลายบุพเพของคนอื่น ทำไมต้องทำร้ายชีวิต
พวกเขา”
“พวกเขา…ทั้งที่พวกเขาสามารถมีความสุขกันได้ขนาดนั้นแท้
ๆ”
จี้ไจ่เองก็ทอดถอนใจเสียงเบา ระบายความอัดอั้นในใจ
ก่อนหน้านี้เขาไม่ค่อยพอใจที่ฉู่ลั่วมีเหล่าปีศาจติดตามอยู่ข้าง
กาย แต่วันนี้…
เขาเปลี่ยนมุมมองแล้ว
ถ้าพูดกันด้วยเรื่องความอำมหิต ใครจะเทียบกับผู้บำเพ็ญใน
นิกายเต๋าได้
เขายกมือเพื่อโอบไจ๋โหรวที่กำลังร้องไห้จนจะเป็นลมเข้ามาใน
อ้อมกอด แต่พอเอื้อมไปได้ครึ่งทางก็ต้องชะงัก แล้วตบไหล่เธอเบา ๆ
แทน
ก่อนจะปลอบเสียงแผ่ว “แต่ละคนต่างมีชะตาของตัวเอง”
“ชะตากับผีน่ะสิ พวกเขาตั้งใจรังแกยวนยวนกับสวีจิ้นเห็น ๆ สาร
เลว!”
จี้ไจ่เอ่ย “เชื่อใจเจ้านิกายเถอะ เจ้านิกายไม่ปล่อยให้เฉิงยวนต้อง
ถูกรังแกเฉย ๆ หรอก”
ไจ๋โหรวเช็ดน้าตา ผลักมือจี้ไจ่ออก “นายพูดซะน่าฟัง! เจ้านิกาย
จะทำอะไรได้ จะให้ฆ่าคนตระกูลสั่วกับสั่วอิงเหรอ ถ้าเจ้านิกายกล้าลง
มือ คนทั้งลัทธิเต๋าต้องมาเอาเรื่องเจ้านิกายแน่”
“ฆ่าแกงกันไม่ได้อยู่แล้ว!” จี้ไจ่รีบบอก
“พวกนายมันวิญญูชนจอมปลอม พวกนายวางอุบายไว้แล้วเห็น
เจ้านิกายเป็นแค่หมากตัวหนึ่งชัด ๆ”
“นายก็เหมือนกับพวกเขา!”
ไจ๋โหรวถลึงตาใส่จี้ไจ่ด้วยความโกรธเกรี้ยว แล้วเดินจากไป
อย่างเดือดดาล
จี้ไจ่ “…”
มือของเขาแข็งทื่อกลางอากาศ ก่อนจะลดลงช้า ๆ
เขาค่อย ๆ หันกลับไปมองห้องพักของฉู่ลั่ว
ต่อให้รู้ว่าเป็นอุบาย ต่อให้รู้ว่าตัวเองถูกใช้เป็นหมาก
ฉู่ลั่วจะทำอะไรได้
เธอถูกต้อนมาบนกระดานแล้ว ทุกย่างก้าวที่เดินล้วนอยู่ในความ
คาดหมายของคนตระกูลสั่ว…หรือก็คือสั่วหลิงและสั่วเหลียงเมื่อพันปี
ก่อน
เธอ…จะทำอะไรได้
ภายในห้องพักต่างเงียบสงัด
สั่วอิงยืนอยู่ด้านหนึ่ง ก้มหน้าต่าราวกับสุนัขตัวน้อยที่กำลังจะถูก
ทอดทิ้ง
เจี่ยซีก็หลุบสายตาลงเล็กน้อย
ฉู่ลั่วไม่พูดไม่จา เพียงหันมองเฉิงยวนเท่านั้น
เฉิงยวนมีสีหน้าสับสนมึนงง เธอมองฉู่ลั่ว แล้วมองเจี่ยซีกับสั่วอิง
ก่อนจะกะพริบตาอย่างรวดเร็ว “ข้าขอถามสักเรื่อง สถานการณ์
กระอักกระอ่วนตอนนี้เป็นเพราะข้าหรือ”
“เปล่า ๆ คุณเฉิงอย่าคิดมากเลยนะคะ”
สั่วอิงรีบบอก
“ผมมีเรื่องต้องคุยกับคุณ” เจี่ยซีเหลือบสายตาขึ้นมองเฉิงยวน
“คุยกับคุณตามลำพัง”
สีหน้าของสั่วอิงแข็งค้าง หันมองเจี่ยซีด้วยความเสียใจแล้วรีบ
หลุบสายตาลงอย่างรวดเร็ว