เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1563 ไม่ได้ติดค้าง
เฉิงยวนทิ้งตัวลงโซฟา นั่งไขว้ขาพลางเอ่ย “ไม่จำเป็นต้องคุยกัน
ตามลำพัง เราสองคนมีอะไรต้องพูดกันตามลำพังอีกหรือ”
เธอส่งสัญญาณให้ “มานั่งสิ พูดจบแล้วจะได้รีบไปพักผ่อน ถึงแม้
ข้าจะเป็นผี กระนั้นผ่านเรื่องขนาดนี้มา ก็รู้สึกว่าตนเองบาดเจ็บอยู่
บ้าง ต้องหาที่รักษาตัว และต้องสงบความสะเทือนใจที่เกิดจากความ
ทรงจำด้วย”
“เพราะฉะนั้น…คุณเจี่ย ช่วยพูดเร็ว ๆ หน่อยเถอะ”
น้าเสียงของเธอราบเรียบเกินไป สีหน้าก็ไม่ผิดแปลกไปสักนิด
ทำเอาความรู้สึกตุ้ม ๆ ต่อม ๆ และความไม่สบายใจของสั่วอิงดู
ไม่เข้ากับเธอเสียเลย
เจี่ยซีจ้องเฉิงยวนอยู่พักใหญ่ แล้วทิ้งตัวบนโซฟา นั่งลงตรงข้าม
เฉิงยวน
“พวกเรา…”
“ไม่มีคำว่าพวกเรา” เฉิงยวนตัดบทเจี่ยซี “คุณเจี่ย เจ้าไม่ใช่สวี
จิ้น”
สายตาของเจี่ยซีชะงักงัน
“เจ้าไม่ใช่เขา” เฉิงยวนย้าอีกครั้ง “สวีจิ้นเป็นแม่ทัพ ตระกูลของ
เขาพานพบเหตุการณ์พลิกผันเมื่อครั้งยังเด็ก บิดามารดาและญาติ
มิตรล้วนตายไปแล้วทั้งหมด เจ้าเป็นเช่นนั้นหรือ”
เจี่ยซี “…”
“เขาต้องฝากตัวอยู่ใต้ร่มเงาผู้อื่นหรือก็คือตระกูลข้า และถูก
คุณหนูใหญ่ตระกูลเฉิงอย่างข้ารังแกมาตลอด เจ้าเป็นเช่นนั้นหรือ”
“เขารักศิลปะการต่อสู้ ชื่นชอบการเล่าเรียนกลยุทธ์การศึก ไม่
ว่าอากาศจะหนาวเหน็บหรือร้อนอบอ้าว เขาก็ไม่เคยขาดซ้อมกระบี่
สักวัน เจ้าเป็นเช่นนั้นหรือ”
“เขาชอบสีสันสดใส หากไม่ได้อยู่ในสนามรบ ก็จะเจนจัดเรื่อง
อาหารการกินและอาภรณ์ที่สวมใส่เป็นอย่างยิ่ง เจ้าเป็นเช่นนั้นหรือ”
“เขาเป็นคนหวงของและคนของตนเองที่สุด ไม่ชอบให้ผู้ใดมา
แตะต้องของของเขา เจ้าเป็นเช่นนั้นหรือ”
เจี่ยซีหน้าซีดลงเรื่อย ๆ
สีหน้าเฉิงยวนกลับอ่อนโยนขึ้น
แม้จะเป็นนัยน์ตาอันพิศวง แต่ว่าเธอยังมองเจี่ยซีด้วยความ
นุ่มนวล “เจ้าไม่ใช่เขา ไม่ต้องรู้สึกแย่ ไม่ต้องรู้สึกติดค้างเขา”
“หรือหากจะว่ากันตามตรง ต่อให้เจ้าเป็นสวีจวิ้น ก็ไม่ได้ติดค้าง
ข้า”
ดวงหน้าของเธออ่อนโยน น้าเสียงร่าเริงผ่อนคลาย ราวกับยัง
เป็นคุณหนูใหญ่ตระกูลเฉิงเมื่อพันปีก่อน ใช้ชีวิตอย่างอิสระตาม
อำเภอใจ
“สวีจิ้นไม่เคยติดค้างข้า”
เจี่ยซีเงียบอยู่นาน ก่อนจะพยักหน้า “ผมเข้าใจแล้ว”
เขาหันไปกล่าวขอบคุณกับฉู่ลั่วอีกครั้ง แล้วหันหลังเดินออกไป
ด้านนอก
สั่วอิงรออยู่ที่เดิมอยู่หลายวินาทีก็ยังไม่ได้ยินเสียงของเจี่ยซี จึง
รีบร้อนกล่าวขอบคุณฉู่ลั่วและเฉิงยวน ก่อนจะก้าวเท้าตามไป
เธอวิ่งเหยาะ ๆ ไปด้านนอก ตามเขามาถึงหน้าลิฟต์ แล้วรั้งเจี่ยซี
ที่กำลังจะเข้าลิฟต์ด้วยท่าทางกระสับกระส่าย “อาซี…คุณไม่มีอะไรจะ
พูดกับฉันเหรอคะ”
เสียงดังติ๊ง ประตูลิฟต์เปิดออก
เจี่ยซีมองสั่วอิงที่รั้งตัวเองไว้แล้วเอ่ย “ผมเปิดห้องไว้ พวกเราไป
คุยกันที่ห้องเถอะ”
ได้ยินแบบนั้นสั่วอิงถึงเข้าลิฟต์ไปตามเจี่ยซี
พวกเขาเดินมาถึงห้องที่เจี่ยซีเปิด
เจี่ยซีเปิดเหล้าขวดหนึ่งด้วยท่าทางเรียบเรื่อย แล้วรินใส่แก้ว
คริสตัล ก่อนจะดื่มรวดเดียวทั้งหมด
“อาซี…” สั่วอิงมองอยู่ข้าง ๆ ท่าทางเริ่มร้อนใจอย่างเห็นได้ชัด
“กระเพาะคุณไม่ดี ดื่มเหล้าให้น้อย ๆ จะดีกว่า”
เจี่ยซีไม่พูดอะไร แต่ยกมือดื่มอีกแก้ว
สั่วอิงยกมือจับข้อมือเขาเพื่อห้ามปราม “อาซี คุณอย่าทำแบบนี้
เลย คุณไม่สบายใจก็พูดออกมาสิคะ”
“คุณจะโทษฉันก็ได้”
“ฉันรู้…”
น้าตาเธอคลอเบ้า ราวกับอยากจะร้องไห้แต่ต้องกลั้นเอาไว้ “เรื่อง
ในอดีต ฉันไม่รู้เรื่องอะไรเลย ฉัน…”
“คุณรู้ตั้งแต่เมื่อไหร่”
เจี่ยซีตัดบทสั่วอิง เขากระแทกแก้วเหล้าลงกับโต๊ะอย่างแรง แล้ว
เหลือบสายตามองสั่วอิงก่อนจะเอ่ย “คุณรู้เรื่อง…ขวดผนึกรักตั้งแต่
เมื่อไหร่”
สั่วอิงตอบ “คืนที่ฉันพาพวกคุณไปตระกูลสั่ว หัวหน้าตระกูลเพิ่ง
บอกฉันมาค่ะ”
“ก่อนหน้านั้นฉัน…”
“ก่อนหน้านั้นคุณปฏิเสธคำขอแต่งงานของผมมาตลอด” เจี่ยซี
ไม่ยอมมองสั่วอิงอีก แต่รินเหล้าอีกแก้วให้ตัวเอง “เหตุผลคือยังไม่ถึง
เวลา”
“ทำไมล่ะ”
สั่วอิงนิ่งงัน เธอจ้องมองเจี่ยซีด้วยความรู้สึกตกใจและเสียใจ
“ตอนนั้นฉันยังเรียนปริญญาโทอยู่ แล้วจะแต่งงานได้ยังไงกันคะ อา
ซี…คุณสงสัยในตัวฉันเหรอ”
เจี่ยซีไม่ยอมมองสั่วอิง เขาเบนสายตากลับไปที่เหล้า “แล้วผมไม่
ควรสงสัยคุณเหรอ”
สั่วอิง “…”