เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1564 ยอมรับได้เหรอ
ภายในห้องตกอยู่ท่ามกลางความเงียบสงัดอันน่าพิศวง
เนิ่นนานสั่วอิงถึงพยักหน้า เอ่ยเสียงสะอึกสะอื้น “ฉันเข้าใจแล้ว
อาซี คุณไม่อยากแต่งงานกับฉันแล้ว”
เธอยิ้มขมขื่น “ฉันน่าจะคิดได้ตั้งนานแล้ว คุณกับคุณเฉิง…”
“ไม่เกี่ยวกับเธอ” เจี่ยซีเอ่ยแทรกสั่วอิงขึ้นมา “ผมไม่ใช่สวีจิ้น ผม
เป็นแค่เจี่ยซี ผมแค่อยากรู้เรื่องเดียว…”
“คุณรู้เรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่”
“เรื่องของขวดผนึกรัก”
สั่วอิงน้าตาคลอขณะตอบ “คุณยังไม่ยอมเชื่อฉันอีกเหรอคะ”
“คุณต่างหากที่ไม่ยอมพูดความจริง”
สั่วอิงแย้ง “ที่ฉันบอกไปคือความจริงนะคะ ฉันมารู้ทีหลังจริง ๆ”
เธอเดินไปหาเจี่ยซีสองก้าวด้วยอารมณ์พลุ่งพล่าน อยากโผเข้า
ไปในอ้อมกอดเขา แต่เจี่ยซีกลับหลบไปอีกด้าน “อาซี ตอนนี้คุณ…
ไม่เชื่อใจฉันขนาดนี้เลยเหรอคะ”
“ผมอยากอยู่คนเดียวเงียบ ๆ”
สั่วอิงทำท่าจะพูดอะไรต่อ แต่ได้ยินเจี่ยซีเอ่ยต่อเสียก่อน “ผมเปิด
ห้องให้คุณไว้ด้วย อยู่ข้าง ๆ นี่เอง คุณไปพักผ่อนเถอะ”
สั่วอิง “…”
เธอกลับห้องตัวเองไปด้วยความชอกช้า โผกระโดดขึ้นเตียงแล้ว
ร้องไห้ฟูมฟาย
จนกระทั่งเสียงมือถือดัง เธอจึงหยิบมือถือออกมาพลางสะอึก
สะอื้น พอเห็นว่าเป็นสายจากสั่วเฟิงก็กดรับทันที ก่อนจะระบายความ
เจ็บช้าอย่างน้อยใจ
หลังสั่วเฟิงฟังจบ ก็หัวเราะเล็กน้อย
“หัวหน้าตระกูล คุณยังหัวเราะออกอีกเหรอคะ”
สั่วเฟิงเอ่ยเสียงอ่อนใจ “เธอนี่หน้ามืดตามัวเพราะเป็นคนใน
เหตุการณ์สินะ เธอไม่สะกิดใจกับคำถามของเจี่ยซีเหรอ เขาไม่ได้
สนใจว่าขวดผนึกรักมีอยู่หรือไม่มี เขาสนแค่เธอรู้ตั้งแต่ตอนไหน”
สั่วอิงที่ร้องไห้อยู่ชะงัก เช็ดน้าตาตัวเองแล้วเอ่ย “หัวหน้าตระกูล
หมายความว่า…”
สั่วเฟิงกล่าว “เธอยังไม่เข้าใจอีกเหรอ เจี่ยซีไม่ได้ถามคนอื่น เขา
ถามแค่เธอ”
“เขาสนใจแค่ความคิดของเธอ”
“เสี่ยวอิง ถึงยังไงเธอกับเขาก็เป็นสามีภรรยากันมาเก้าชาติ พวก
เธอรักใคร่กันจนแก่เฒ่า พวกเธอมีลูกด้วยกัน ลูกหลานเต็มบ้านเต็ม
เมือง บุพเพสันนิวาสที่ใครต่อใครต่างรู้สึกอิจฉา พวกเธอได้รับมาถึง
เก้าชาติ”
“ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเธอ ย่อมแข็งแกร่งกว่าเมื่อพันปีก่อน
เยอะ”
“เฉิงยวนคนนั้น ไม่สำคัญหรอก”
เฉิงยวน…ไม่สำคัญ?
สั่วอิงท่องประโยคนี้เงียบ ๆ ในใจ “ขอบคุณหัวหน้าตระกูลนะคะ”
เธอรู้สึกเบิกบานขึ้นไม่น้อย
“มีอะไรต้องขอบคุณกัน เธอกับเจี่ยซีคบหากันอย่างราบรื่นก็พอ”
สั่วเฟิงปลอบเธอ “ไปพักผ่อนซะ ไม่ต้องคิดมาก รอให้เจ้านิกาย
ช่วยจัดการสัมภเวสีที่รังควานเธอแล้ว เธอก็จะได้อยู่ครองคู่กับเจี่ยซี”
“ค่ะ”
สั่วอิงพยักหน้า
หลังวางสาย เธอกำมือถือแน่น ในหัวคิดวนเวียนถึงคำพูดของสั่ว
เฟิง
หัวหน้าตระกูลพูดถูก ตั้งแต่ออกมาจากกระถางสัมฤทธิ์ยักษ์ อา
ซีถามเธอแค่คำถามเดียว
อาซีแค่สงสัยว่าเธอหลอกเขาหรือเปล่าเท่านั้น
แต่เธอไม่ได้หลอกอาซี เธอเพิ่งรู้เรื่องขวดผนึกรักจริง ๆ
….
เฉิงยวนนอนคว่าหน้าลงบนโซฟาแล้วมองฉู่ลั่วที่นั่งอยู่ฝั่งตรง
ข้ามเงียบ ๆ
ฉู่ลั่วเองก็มองเธออย่างเงียบ ๆ เช่นกัน
คนและผีต่างสบตากันอยู่นาน แล้วเฉิงยวนก็เป็นฝ่ายที่ทนไม่ไหว
ก่อนจึงยกมือยอมแพ้ “ข้าผิดก็ได้!มีอะไรก็พูดมาให้ชัดเจน อย่ามา
ใช้สายตาแบบนั้นมองข้า”
“ทำอย่างกับว่าเป็นฝ่ายไม่ได้รับความยุติธรรมมามากมายเสีย
อย่างนั้น”
ยังไม่ทันฉู่ลั่วจะได้เอ่ยปาก เธอก็พูดออกมาต่อทันที “สิ่งที่ข้าพูด
กับเจี่ยซีไม่ใช่คำโกหก เจี่ยซีไม่ใช่สวีจิ้น รูปร่างหน้าตาก็ไม่ใช่ ภูมิ
หลังก็ไม่ใช่ นิสัยใจคอก็ไม่ใช่…”
“คนที่ไม่มีอะไรที่เป็นเขาเลย จะเป็นเขาเพียงเพราะการกลับชาติ
มาเกิดอย่างนั้นเหรอ?”
เฉิงยวนกางมือออก “ตั้งแต่ที่สวีจิ้นกลับชาติมาเกิด ข้าก็รู้แน่ชัด
แล้วว่าบนโลกนี้…”
“บนโลกนี้…”
“บนโลกนี้ไม่มีสวีจิ้นอีกต่อไปแล้ว”
เธอส่งยิ้มบาง ๆ ให้ฉู่ลั่ว “เจ้าเป็นผู้บำเพ็ญน่าจะรู้ดีกว่าข้า ข้า
กลับชาติมาเกิดแล้ว บนโลกนี้ก็ไม่มีสวีจิ้นอีกต่อไปแล้ว”
“โลกนี้ไม่มีสวีจิ้นอีกแล้วจริง ๆ”
ฉู่ลั่วพยักหน้า
เฉิงยวนพูดอย่างสบายอารมณ์ “ดังนั้นไม่ต้องมาใช้ดวงตาเทพ
เจ้าแบบนั้นมองข้าแล้ว มองเสียจนข้ารู้สึกว่าถ้าตัวเองไม่ร้องไห้
ออกมา ก็คงจะรู้สึกผิดต่อความสงสารในแววตาของพวกเจ้า”
“แต่คุณเปิดใจยอมรับได้เหรอ?”