เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1567 ไม่มีชื่อ
ยมทูตขาวยิ่งมีสีหน้าย่าแย่ขึ้นอีก เขาเดินไปมาอย่างเร็ว ๆ อยู่ที่
เดิมตรงนั้น
ฉู่ลั่วมองเขาอยู่สักพักหนึ่งแล้วจึงพูด “ปรโลกไม่รู้เหรอคะ?”
ยมทูตขาวที่เดินไปมาอยู่หยุดชะงัก เขายิ้มแห้งแล้วหลบไปจาก
สายตาของฉู่ลั่ว
ผ่านไปสักพัก ยมทูตดำก็เดินเข้ามาอย่างรีบร้อน “ปรมาจารย์
ครับ ท่านพญายมราชตกลงแล้ว ผมจะพาปรมาจารย์ไปที่หินบุพเพ
เดี๋ยวนี้เลย”
ณ หินบุพเพ
เดิมทีหินนี้เป็นของของแดนเทพ แรกเริ่มมีชื่อเพียงว่าบุพเพแดน
เทพ แต่ต่อมาแดนเทพได้ให้หินบุพเพนี้ไว้กับปรโลกเพื่อการแย่งชิง
ตำแหน่งของปรโลกใหญ่ทั้งสาม
อีกทั้งยังอนุญาตให้ใช้บุพเพเลื่อนขั้นเป็นเทพได้ เพียงแต่
เงื่อนไขโหดร้ายมาก ๆ เท่านั้นเอง
ยมทูตดำเดินไปพลางเล่าความเป็นมาของหินบุพเพไปด้วย “พูด
ตามตรง ผมเป็นยมทูตรับวิญญาณมาตั้งหลายปีแล้ว แต่ยังไม่เคย
เห็นว่ามีคนธรรมดาที่พึ่งพาบุพเพเลื่อนเป็นเทพเลย”
ยมทูตขาวหัวเราะอย่างเย็นชา “บุพเพสามชาติก็นับเป็นเรื่องที่
ยากมาก ๆ แล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงบุพเพสิบชาติเลย”
“ปกติแล้วคนที่อยากจะกลับชาติมาเกิดจะต้องจดจำเรื่องในอดีต
ได้ แม้ว่าจะมีบุพเพติดตัวอยู่แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะต้องรักกันจนแก่เฒ่า
เสมอไป”
“เรื่องของบุพเพมันพลิกไปพลิกมามาก ๆ”
ยมทูตดำก็พยักหน้าเช่นกัน “มีคู่รักตั้งเท่าไรที่สัญญาว่าจะรักมั่น
กันชั่วนิรันดร์ แต่พอกลับชาติไปเกิดแล้วก็กลายเป็นศัตรูกัน”
“มีคนรักตั้งมากเท่าไรที่มีคำสัญญากันครั้งแล้วครั้งเล่า แต่พอถึง
ชาติภพถัดไปก็จะมีคนใดคนหนึ่งที่เปลี่ยนใจไปก่อน”
“บนโลกมีสิ่งเย้ายวนใจมากมาย หากไม่ได้มีเจตนาที่ตั้งมั่นจริง ๆ
ก็ไม่มีทางที่จะเป็นบุพเพสิบชาติได้เลย”
บุพเพสิบชาตินั้นเดิมทีเป็นสัญญาลม ๆ แล้ง ๆ ที่แดนเทพมีให้
มนุษย์ธรรมดา
แดนเทพมั่นใจว่าไม่มีทางที่คนธรรมดาที่ไม่ได้อาศัยการ
ช่วยเหลือภายนอกจะกลายเป็นบุพเพสิบชาติได้
เมื่อเดินผ่านก้อนหินที่ลอยอยู่กลางอากาศไป ก็เห็นว่าบนหน้า
ผาที่อยู่ไม่ไกลนัก มีหินก้อนใหญ่วางอยู่
หินก้อนใหญ่นั้นมองจากภายนอกแล้วไม่ได้ต่างอะไรจากก้อน
หินทั่วไป นอกเสียจากว่ามันมีขนาดที่ใหญ่มาก
บนก้อนหินไม่ได้มีร่องรอยของการสลักอะไรไว้เลย มีเพียงแสงสี
ทองจาง ๆ ที่กะพริบอยู่เป็นครั้งคราวเท่านั้น
แต่ยังไม่ทันที่พวกฉู่ลั่วจะเข้าไปใกล้ หินก้อนนั้นก็ไม่มีปฏิกิริยา
ใด ๆ แล้ว แม้แต่แสงสีทองก็ไม่มีแล้วเช่นกัน
ยมทูตดำจึงพูดขึ้นมา “มันต้องใช้พลังวิญญาณกระตุ้นครับ ต้อง
ใส่ชื่อกับชะตาเกิดเข้าไปถึงจะได้ผล”
ฉู่ลั่วเอามือไปแตะไว้บนก้อนหินสีดำและถ่ายเทพลังวิญญาณเข้า
ไป เอ่ยชื่อและชะตาเกิดของเจี่ยซีกับสั่วอิงไปด้วย
พอเอ่ยชื่อเสร็จแล้ว ก้อนหินสีดำนั้นก็ส่องแสงสีทองแรงกล้าแยง
สายตาจนลืมไม่ขึ้น
จนกระทั่งแสงสีทองนั้นอ่อนแรงลง บนหินกลับเป็นความว่างเปล่า
ยมทูตขาวดำเห็นสถานการณ์แบบนั้นก็ถอนหายใจออกมา “ดีที่
ไม่มีชื่อ ถ้าเป็นบุพเพสิบชาติจริง ๆ …”
ปรโลกก็จะบกพร่องในหน้าที่มากทีเดียว
“ฉันก็คิดว่าอย่างนั้น ถ้าเป็นบุพเพสิบชาติจริง ๆ ปรโลกของเรา
ไม่มีทางที่จะไม่รู้เรื่องอะไรเลยหรอก”
“ใช่ หินบุพเพจะต้องแจ้งพวกเราแน่นอน”
“นับตั้งแต่ที่หินบุพเพย้ายมาอยู่ในปรโลกก็ไม่มีการส่องแสงแบบ
อัตโนมัติอีก ฉันก็คิดว่าพวกเราบกพร่องในหน้าที่ไปซะแล้ว”
พวกเขาถอนหายใจ แต่ท่าทีของฉู่ลั่วกลับดูไม่ดีเอาเสียเลย
เธอยื่นมือออกไปแตะบนหินบุพเพอีกครั้งแล้วส่งพลังวิญญาณ
เข้าไป
จากนั้นก็เอ่ยชื่อของฮั่วเซียวหมิงกับจิ่งอันเสวี่ย
ไม่มี
พวกเขาก็ไม่มีเช่นกัน
“ปรมาจารย์ คุณเข้าใจผิดไปหรือเปล่าครับ? บนโลกนี้แค่บุพเพ
สามชาติก็พบเห็นได้น้อยมาก ๆ เจ็ดชาติก็แทบจะไม่มีแล้ว อย่าพูด
ถึงสิบชาติเลยครับ”
“ฉันไม่ได้เข้าใจผิดค่ะ” มือของฉู่ลั่วแตะลงบนหินบุพเพอีกครั้ง
เธอหยุดนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วค่อย ๆ เอ่ยชื่อของเฉิงยวนกับสวีจิ้นออกไป
แสงสีทองส่องประกายขึ้นมา
ความสว่างทิ่มแทงสายตายิ่งกว่าก่อนหน้านี้เสียอีก แต่มันกลับ
หายไปอย่างรวดเร็ว
และแล้วด้านบนของหินบุพเพก็มีชื่อของเฉิงยวนกับสวีจิ้นลอย
อยู่
แต่ด้านล่างชื่อของทั้งสองคนนั้น มีเพียงชื่อของเฉิงยวนเพียงคน
เดียว ไม่มีชื่อของคนอื่นอีกเลย