เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1578 อยากมาพบ
เรื่องเหล่านี้ นักพรตพวกนี้ต่างก็รู้กันดี
แต่เมื่อมันถูกถ่ายทอดออกมาจากปากของซู่เซี่ยงหยาง
ความหมายกลับเปลี่ยนไป
พวกเขามองหน้ากัน ในแววตาพลันส่องประกายขึ้นมา
ซู่เซี่ยงหยางแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นแววตาเหล่านั้นของพวกเขา
“พวกเธอก็รู้ภูมิหลังของลั่วลั่วดี เธอไม่ได้สนใจลัทธิเต๋ามากนัก เธอ
เป็นคนที่ศึกษานอกระบบด้วยตัวเอง เธอเชื่อมั่นในรัฐบาล และเชื่อมั่น
ในความสามารถของตัวเองมาก”
“เพราะฉะนั้นเธอถึงไม่ค่อยชอบพวกนักพรตเหล่านั้นที่ต่อต้าน
องค์กร”
“แต่พวกเธอดูไจ๋โหรวกับจี้ไจ่สิ พวกเขาก็มาจากลัทธิเต๋า
เหมือนกันไม่ใช่เหรอ จนถึงตอนนี้พวกเขาก็สามารถติดตามฉู่ลั่วได้
แล้วไม่ใช่หรือไง?”
“พวกเธอต้องรู้จักใจเย็นเอาไว้ ฉันเชื่อว่าพวกเธอก็สามารถ
ติดตามฉู่ลั่วได้เหมือนกัน”
นักพรตหนุ่มสาวมองกันไปมองกันมา
หยวนเส้าหยินเป็นคนเอ่ยถาม “ถ้าอย่างนั้นพวกเราอยู่ในองค์กร
ต้องทำอะไรบ้าง?”
“ตามฉันไปที่องค์กรก่อน ต้องทำการลงทะเบียนความสามารถ
ของพวกเธอ ถึงจะจัดสรรงานให้พวกเธอได้ดียิ่งขึ้น พวกเธวางใจได้
ถ้ามีโอกาส ฉันจะจัดการให้พวกเธอได้ไปทำงานอยู่ข้างกายฉู่ลั่ว
แน่นอน”
ได้ยินอย่างนั้นเหล่านักพรตจึงสบายใจแล้ว
ซู่เซี่ยงหยางหันหลัง พลางถอนหายใจเบา ๆ
งานของมนุษย์ ไม่ใช่มนุษย์ทำจริง ๆ
นึกถึงเมื่อก่อน เขาก็เป็นคนใจร้อนคนหนึ่งเหมือนกัน เขาไม่พูด
อะไรสักคำแต่กระโดดรัวหมัดใส่ก่อนแล้ว
แต่ดูตอนนี้สิ…
เขาสามารถเกลี้ยกล่อมให้เด็กกลุ่มหนึ่งให้ใจเย็นลงได้!
เขาแอบหลั่งน้าตาอันขมขื่นให้ตัวเองอยู่เงียบ ๆ ในใจ
ภายในห้อง เฉิงยวนหยิบสมุดขึ้นมาพลางกำลังพลิกดู “ถึงยังไง
ก็หาไม่เจออยู่ดีว่าเป็นปรโลกย่อยที่ไหน ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็ฆ่าทิ้ง
ไปเรื่อย ๆ เถอะ เดี๋ยวก็หาเจอเอง”
ไจ๋โหรวก็ทำเสียงไม่พอใจ “ใช่แล้ว! ปรโลกย่อยที่มีขึ้นมาอย่าง
ไม่ชอบธรรม ยังจะกล้าคิดเล่นตุกติกอีก”
ขณะที่พวกเขากำลังดูสมุดอยู่นั้น เสียงกริ่งประตูก็ดังขึ้น
คนในห้องสีหน้าเปลี่ยนไปแล้ว
ไจ๋โหรวรีบหันมองเฉิงยวน แต่เห็นเฉิงยวนยังมีสีหน้าปกติ เธอจึง
ลุกขึ้นไปเปิดประตู
เป็นสั่วอิงกับเจี่ยซีที่มายืนอยู่ตรงนั้น
“พวกเรามีเรื่องอยากมาพบท่านปรมาจารย์”
ไจ๋โหรวเบี่ยงตัวหลีกทางให้
เจี่ยซีกับสั่วอิงเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าของฉู่ลั่ว
ทั้งคู่ต่างมองไปยังเฉิงยวนซึ่งนั่งอยู่ด้านข้าง เฉิงยวนกำลังพลิกดู
รายชื่อ เมื่อรับรู้ได้ถึงสายตาที่มองมาจึงเงยหน้าขึ้น “มองข้าทำไม? มี
เรื่องจะคุยกับลั่วลั่วไม่ใช่เหรอ?”
พูดจบ เธอก็ชะงักไป ก่อนจะมองพวกเขาด้วยความประหลาดใจ
และหมดคำจะพูด “พวกเจ้าคงไม่ได้รู้สึกลำบากใจตอนอยู่กับข้าใช่
ไหม!”
“คนหนึ่งคิดว่าแย่งผู้ชายของข้าไป?”
“อีกคนหนึ่งคิดว่าตัวเองลักลอบมีชู้ลับหลังข้า?”
เจี่ยซีกับสั่วอิงมีสีหน้าแข็งค้างไปในทันที
เฉิงยวนโบกมือไหว ๆ “ห้ามทำเช่นนี้เด็ดขาด เจ้าไม่ใช่ผู้ชาย
ของข้า เจ้าเองก็ไม่ได้แย่งผู้ชายของข้าไป”
เธอถือสมุดพลางเอนหลังพิงเก้าอี้ แล้วกวาดสายตามองสั่วอิง
กับเจี่ยซีด้วยความรังเกียจ “ผู้ชายของข้าเฉิงยวนจะถูกแย่งไปได้ด้วย
เหรอ! ใครจะมาแย่งผู้ชายในมือข้าเฉิงยวนคนนี้ไปได้!”
“พวกเจ้าดูถูกข้าอยู่หรือไง”
เจี่ยซีดึงสายตากลับมา ในขณะที่สั่วอิงก้มหน้าลง
ฉู่ลั่วทำท่าทางบอกให้พวกเขานั่งลง “มาหาฉันมีธุระอะไรคะ?”
สั่วอิงถามอย่างไม่สบายใจนัก “ท่านปรมาจารย์ หัวหน้าตระกูล
เพิ่งโทรมาหาพวกเราค่ะ บอกว่าท่านปรมาจารย์จะคุมขังพวกเรา
เอาไว้?”
เจี่ยซีขมวดคิ้ว “เพราะอะไรครับ ท่านปรมาจารย์มีสิทธิ์อะไรมา
คุมขังพวกเรา พวกเราไม่ได้ทำอะไรผิด พวกเราสมควรมีอิสระ”
“ทำผิดแล้วค่ะ”
ฉู่ลั่วมองสั่วอิง “ถึงแม้คุณหนูสั่วจะไม่ใช่คนในลัทธิเต๋า แต่คงจะรู้
ชัดเจนดีนะคะว่าสั่วหลิงฝ่าฝืนข้อห้ามของลัทธิเต๋าหรือเปล่า”
สั่วอิงหน้าซีดลง เธอกลืนน้าลายหลายอึกอย่างจนปัญญา “ฉัน…
ฉันไม่ใช่สั่วหลิงนะคะ”
เธอมองเฉิงยวนอย่างตื่นตระหนก “คุณเฉิงก็เคยพูดว่าฉันไม่ใช่
สั่วหลิง”
เฉิงยวนยกมือขึ้น “ข้าไม่เคยพูด คนที่ข้าพูดคือเขา…เขาไม่ใช่ส
วีจิ้น แต่ว่าเจ้า…คือสั่วหลิงหรือไม่ เรื่องนั้นข้าไม่แน่ใจหรอก”