เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1582 หากยึดติดมากเกินไป
“ดูเหมือนเขาจะมองเห็นพวกเรานะ?” เสียงนั้นเอ่ย
“เป็นไปไม่ได้! เขาเป็นแค่คนธรรมดา แถมยังไม่ได้เบิกเนตร
ด้วย…”
“ฉันมองไม่เห็นหรอก” ไม่รู้เพราะอะไรเจี่ยซีถึงได้พูดออกไป
เสียงเจื้อยแจ้วเมื่อสักครู่พลันหยุดลงอย่างกะทันหัน
ผ่านไปสักพักหนึ่ง ก็มีเสียงเล็ก ๆ เสียงหนึ่งดังขึ้นมา “ดูเหมือน
เขาจะได้ยินที่พวกเราพูดนะ”
“ชู่! อย่าพูดสิ! พวกเราแอบออกไปกันเถอะ!”
“ถ้าพี่ลั่วลั่วรู้ว่าพวกเรามาวนเวียนอยู่รอบตัวมนุษย์ล่ะก็ พี่ลั่วลั่ว
ต้องโกรธแน่เลย”
“พี่ยวนยวนก็คงจะโกรธเหมือนกัน”
เสียงเหล่านั้นเงียบไป
พลังหยินก็ค่อย ๆ ห่างออกไป
“รอเดี๋ยวก่อน” เจี่ยซีพูดอีกครั้ง เขาไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงพูด
ออกไปอย่างนั้น จนกระทั่งเขาได้สติกลับมาแล้ว ตรงหน้าจึงมีผีเด็ก
สองตนปรากฏตัวขึ้นมา
อีกทั้งยังมีลูกกลม ๆ กลายลูกลอยอยู่ด้วย ดูท่าว่ามันจะเป็นผี
เหมือนกัน
“คุณจะไม่ฟ้องพวกเธอหรือใช่ไหมคะ?” ซ่งเมี่ยวเมี่ยวอุ้มผีเด็กไว้
พลางเอ่ยถามลองเชิง “คุณจะไม่ฟ้องใช่ไหม?”
“ไม่ฟ้องหรอก!”
ปิ่งจ้าวถังพิงอยู่ข้างกายซ่งเมี่ยวเมี่ยวอย่างระมัดระวัง “พี่ยวนยวน
ต้องโกรธแน่”
ซ่งเมี่ยวเมี่ยว “พวกเราไม่พูด พี่ยวนยวนก็ไม่มีทางรู้หรอก พี่ลั่ว
ลั่วก็จะไม่รู้เหมือนกัน”
ผีเด็กสองตนปรึกษากันอยู่ด้านข้างครู่หนึ่ง ถึงมองมาทางเจี่ยซี
ซ่งเมี่ยวเมี่ยวเงยหน้าขึ้น “พูดมาสิคะ! คุณคิดจะทำอะไร? แต่คุณ
อย่าคิดจะรังแกพี่ยวนยวนเด็ดขาดเลยนะ”
เมื่อเห็นผีเด็กเหล่านี้ อารมณ์ที่เคยสับสนวุ่นวายในตอนแรกก็ดี
ขึ้นไม่น้อย
เจี่ยซีเอนหลังพิงโซฟาด้วยท่าทางผ่อนคลาย เขายิ้มจาง ๆ ขณะ
มองผีเด็กเหล่านี้ “ช่วยบอกพี่หน่อย…เฉิงยวน? เธอ…ที่ผ่านมาเธอ
เป็นยังไงบ้าง?”
……
เช้าวันต่อมา เมื่อดวงอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้า แสงสีแดงก็อาบ
ย้อมไปทั่วทั้งพื้นโลก
เมืองที่เงียบสงบเริ่มมีเสียงดังจอแจอีกครั้ง
เจี่ยซีเปิดประตู มองส่งพวกผีเด็กที่พากันจากไป หลังจากเห็นว่า
พวกเขาเดินเลี้ยวไปตรงมุมระเบียงทางเดินแล้ว จึงค่อย ๆ ปิดประตูลง
เขาเอนพิงประตูเบา ๆ ในสมองเต็มไปด้วยคำพูดเหล่านั้น
เธอมีชีวิตที่ดีมาก
มีคนปกป้องเธอ
มีเพื่อน
ทำอะไรตามใจ!
มีความสุข!
สมกับเป็น…คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลเฉิง
ซ่งเมี่ยวเมี่ยวกับปิ่งจ้าวถังลอยเข้ามาในห้อง ศีรษะเล็กทั้งสอง
แนบชิดเข้าด้วยกัน กำลังพูดคุยกันเสียงแผ่วเบา
“ไปไหนมา”
เสียงหนึ่งดังขึ้น
ศีรษะเล็ก ๆ ทั้งสองแยกออกจากกันทันที พลางมองเฉิงยวนกับห
ร่วนย่วนย่วนที่อยู่ข้างหลังอย่างหวาดกลัว
“ไม่ได้ไปไหนค่ะ”
“ไปซึมซับแสงจันทร์มาค่ะ”
เฉิงยวนหรี่ตาลง “จริงเหรอ?”
ศีรษะเล็กทั้งสองพยักหน้าอย่างรวดเร็วราวกับไก่จิกข้าวสาร จน
ศีรษะแทบจะหลุดออกมาแล้ว
“ถ้าอย่างนั้นก็เข้าไปเถอะ! ฟ้าสว่างแล้ว อย่าไปเที่ยวชนคนเป็น
เข้า”
ศีรษะเล็กรีบพยักหน้าอีกครั้ง
รอจนกระทั่งพวกก้อนกลมเหล่านั้นเข้าไปในห้องหมดแล้ว เฉิง
ยวนถึงกุมหน้าอกของตนด้วยความเสียใจ “เมี่ยวเมี่ยวถึงกับโกหก
ข้า! ปวดใจนัก!”
“ข้ายังเป็นพี่ยวนยวนที่นางรักที่สุดอยู่หรือเปล่า!”
“ที่แท้ ความรักก็ไม่มีวันยืนยาวสินะ”
หร่วนย่วนย่วนมองเธออย่างพูดไม่ออก “ถ้าไม่ใช่เพราะเธอจงใจ
ล่อให้เด็กพวกนี้ไปแอบดูเขา พวกเขาจะไปเหรอ เธอยังเป็นคนสอน
เมี่ยวเมี่ยวให้เธอเบิกเนตรคนธรรมดาเป็นอีก”
เฉิงยวนมองฟ้ามองดินแต่ไม่มองหร่วนย่วนย่วน
“เธอยังชอบเขาอยู่ใช่ไหม!”
“คิดจะใส่ร้ายข้าก็ให้มันน้อย ๆ หน่อย!” เฉิงยวนถลึงตา ทำหน้า
เสียใจ “ข้าจะชอบเขาได้ยังไง! ข้าไม่เคยชอบเขามาก่อนเลยนะ แล้ว
จะยังชอบเขาได้ยังไง!”
หร่วนย่วนย่วนเหลือบมองเธอ
เฉิงยวนอยากแก้ตัวให้ตนเองมาก แต่พอนึกถึงท่าทางของเธอที่
อาจถูกเข้าใจผิดได้ง่าย จึงเอ่ยเพียงว่า “ข้าแค่ไม่อยากให้เขาเอาแต่
จมอยู่กับความทรงจำเมื่อพันปีก่อน”
“เพราะเขาอาศัยบารมีของสวีจิ้นต่างหาก ไม่อย่างนั้นข้าจะสนใจ
เขาเหรอ”
“แต่ข้าแยกแยะชัดเจนว่าเขาไม่ใช่สวีจิ้น”
บนโลกนี้ไม่มีสวีจิ้นอีกต่อไปแล้ว
หร่วนย่วนย่วนถอนหายใจอย่างโล่งอก “เธอรู้ก็ดีแล้วล่ะ คนกับผี
มีเส้นทางต่างกัน หากยึดติดมากเกินไปมีแต่…จะทำร้ายตัวเอง”