เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1681 จิ่วฉานไปจัดการแล้ว
“เธอเป็นใครกัน! ปิดบังตัวเองจนมิดชิดขนาดนี้!”
“ไม่ว่าจะเป็นใคร ก็ต้องไม่ใช่คนดีแน่นอน”
เหล่าผีสางและปีศาจทั้งหมดพุ่งเข้าไปโจมตีผู้บุกรุก
ต้าอีฉวยโอกาสนี้รีบโทรศัพท์หาซู่เซี่ยงหยาง เล่าเหตุการณ์ที่
เกิดขึ้นให้อีกฝ่ายฟัง
ซู่เซี่ยงหยางบอก “ผมจะส่งคนลงไปจัดการเดี๋ยวนี้”
พอวางสาย ต้าอีก็พบว่าสถานการณ์ภายนอกได้เปลี่ยนไปแล้ว
เดิมทีเขาคิดว่ามันจะเป็นการต่อสู้แบบกลุ่ม แต่ไม่คิดว่ามันจะ
กลายเป็นการต่อสู้แบบหนึ่งต่อหลายคน!
“หลบไป!” สวีจิ้นตะโกนเสียงต่า
วิญญาณและปีศาจทั้งหมดต่างพากันหลบออกไป
สวีจิ้นจับดาบด้วยมือทั้งสองข้าง พลังวิญญาณที่เดือดพล่าน
รวมตัวจากรอบตัวเขาส่งผ่านมายังดาบใหญ่
ต้าอีเอ่ยขึ้นมา “สวีจิ้นคนนี้แม้จะเป็นวิญญาณ แต่กลับมีพลัง
วิญญาณที่แข็งแกร่งมาก อีกทั้งยังมีบุญกุศลอีกด้วย”
ทันใดนั้นเขาก็นึกอะไรขึ้นมาได้ จึงขมวดคิ้วเล็กน้อย
ไม่แปลกใจเลยที่พวกนักพรตเหล่านี้จะไม่พอใจกับการบำเพ็ญ
ทุกคนล้วนคิดถึงแต่วิธีบดบังทางสวรรค์ และฝึกฝนมนต์ดำ
แต่ดูสวีจิ้นก็เข้าใจได้
ดาบใหญ่ที่ผสมผสานกับพลังวิญญาณ บีบให้ผีและปีศาจรอบ
ข้างต้องถอยร่นไปไม่น้อย
นักพรตฝั่งตรงข้ามรีบประสานมืออย่างรวดเร็ว
จากนั้นก็มีเสียงเคร้งดังกังวาล
คมดาบใหญ่ชี้ไปทางวิชาค่ายกลที่กำลังก่อตัวอยู่
ดวงตาของต้าอีเบิกกว้างอีกครั้ง “ไม่ใช่บอกว่าขาดแคลนพลัง
วิญญาณหรอกเหรอ? สมัยนี้ทุกคนมีพลังวิญญาณอุดมสมบูรณ์กัน
ขนาดนี้เลยหรือไง?”
“อา!”
สวีจิ้นยกดาบขึ้นอย่างรวดเร็วอีกครั้ง เขาไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น
แล้วถ่ายเทพลังวิญญาณทั้งหมดในร่างเข้าดาบใหญ่
ไม่นานเสียงเพล้งก็ดังขึ้น ดาบใหญ่ฟันทำลายวิชาค่ายกลลงได้
อย่างราบคาบ
ดาบใหญ่กดลงไปอย่างหนักหน่วง หยาดเลือดสดพลันซ่าน
กระเซ็น
สวีจิ้นยกดาบขึ้น มุ่งหน้าไปฟาดฟันศีรษะของผู้มาเยือน
ผู้มาเยือนปล่อยพลังวิญญาณทั่วร่างพุ่งสูงขึ้น แต่ก็เพียงแค่
ป้องกันได้ชั่วขณะเท่านั้น
แต่ชั่วเวลานี้ก็เพียงพอสำหรับการหลบหนีแล้ว
ในตอนที่สวีจิ้นกำลังจะฟันอีกครั้ง วิชาค่ายกลบางเบาก็ขวางสวี
จิ้นไว้ แต่ก็ถูกสวีจิ้นสะบั้นขาดอย่างรวดเร็ว
การขัดขวางเล็กน้อยนี้ทำให้อีกฝ่ายหนีไปได้แล้ว
บนพื้นเหลือเพียงแขนท่อนเดียวที่มีเลือดซึมออกมา
สวีจิ้นยกเท้าคิดจะไล่ตาม แต่ก็ถูกขัดขวางทางเอาไว้ก่อน
“ไม่ต้องไล่ตามไปหรอก คุณก็ตามไม่ทันอยู่ดี” เถาซูเยียนเดิน
ออกมา แม้เธอจะอายุน้อย แต่กลับมีท่าทางของผู้ใหญ่เกินวัย เธอ
กอดอก เอ่ยด้วยสีหน้าเย็นชาเล็กน้อย “หนูส่งกู่ติดตามเธอไปแล้ว”
สวีจิ้นถอยเท้ากลับมา แล้วมองขึ้นไปบนตึกของโรงแรม “ยวน
ยวนเป็นยังไงบ้าง?”
“ไม่รู้สิ! แต่จิ่วฉานไปจัดการแล้ว” เถาซูเยียนมองเขาด้วยความ
อึดอัดใจเล็กน้อย สีหน้ายังคงเบื่อหน่าย “พวกผู้ใหญ่อย่างพวกคุณ
จะมีประโยชน์บ้างหรือเปล่า อย่าหวังพึ่งพาเด็กอย่างพวกเราไปเสีย
ทุกเรื่องสิ เด็กอย่างพวกเราต้องรับผิดชอบเรื่องความไร้เดียงสาเป็น
หลักนะ!”
“การต่อสู้ฆ่าฟันไม่เหมาะกับพวกเราหรอกนะ”
ซู่เซี่ยงหยางที่รีบร้อนมาถึงก็ได้ยินประโยคนี้ของเถาซูเยียนเข้า
พอดี
เขาถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ
เมื่อเทียบกับเหมิ่งหยวนลี่ผู้สูงศักดิ์แล้ว พวกเขาที่เป็นผู้ใหญ่
กลับไร้ประโยชน์จริง ๆ
ณ โรงแรมชั้นบน
จี้ไจ่และคนอื่น ๆ เห็นจิ่วฉานเดินเข้ามา ทุกคนก็ต่างขมวดคิ้ว
จี้ไจ่ขวางจิ่วฉานไว้ “แม้ว่าเณรจะเป็นผู้บำเพ็ญวิถีพุทธ และมี
ความรู้ทางศาสนาอันลึกซึ้ง แต่ว่าเณร…ได้ถูกหนี้เลือดพันธนาการ
ไว้ในปรโลกย่อยแล้ว”
เพียงแค่ตอนนี้จิ่วฉานมีความคิดเดียวก็จะสามารถกลายเป็นมาร
หรือเป็นพระพุทธเจ้าได้
เพียงแต่จิ่วฉานมีจิตใจเข้มแข็ง ทำให้หนี้เลือดเหล่านี้ไม่ส่งผล
กระทบต่อเขามากนัก อีกทั้งเขายังเป็นผู้บำเพ็ญวิถีพุทธ จึงสามารถ
ช่วยเหลือตัวเองให้หลุดพ้นจากหนี้เลือดเหล่านี้ได้
แต่ว่า…
นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาจะสามารถเดินเข้ามาในสถานที่แห่ง
นี้ได้อย่างโจ่งแจ้ง
จี้ไจ่พยายามรักษาวิชาค่ายกลไว้ พร้อมกับเร่งให้จิ่วฉานออกไป
จิ่วฉานอำเพียงเดินเข้าไป มองเฉิงยวน จากนั้นก็มองเฉิงเฉิงซุน
เขาพูดกับฉู่ลั่วว่า “อาตมาจะรับผิดชอบเฉิงเฉิงซุน ส่วนคุณ
รับผิดชอบเฉิงยวนไป”
ฉู่ลั่วหันหน้ามามองจิ่วฉาน
จิ่วฉานพยักหน้าเล็กน้อย
ฉู่ลั่วจึงปล่อยมือที่กดเอาไว้บนตัวของเฉิงเฉิงซุน
ทันทีที่ปล่อยมือ เฉิงเฉิงซุนก็กระโดดขึ้นทันที เขาพุ่งเข้าหาจิ่ว
ฉาน
จิ่วฉานสะบัดสายประคำออกมา มันตกลงบนคอของเฉิงเฉิงซุน
ตุ้บ! เสียงเฉิงเฉิงซุนล้มลงกับพื้นอย่างแรง
การล้มครั้งนี้ทำให้นักพรตทั้งหมดที่อยู่ในที่นั้นต้องเบิกตากว้าง
ผีตนหนึ่งแม้จะเป็นผีร้าย ก็ไม่น่าจะล้มอย่างหนักขนาดนี้!
พวกเขาทั้งหมดมองไปทางจิ่วฉานด้วยสายตาหวั่นเกรง
ในขณะที่เฉิงเฉิงซุนย่อตัวลง จิ่วฉานก็นั่งขัดสมาธิลงทันที มือ
ข้างหนึ่งกดลงบนกระหม่อมของเฉิงเฉิงซุน อีกมือหนึ่งชูขึ้นตรงหน้า
เริ่มเอ่ยท่องบนสวด