เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1859 เธอมีภูมิหลังอะไรกันแน่
หลังจากผ่านไปสองสามวินาที ฉู่ลั่วก็คว้าตัวเวินหลิงเยว่ ลาก
เธอขึ้นไปนั่งบนหลังสิงโตขาว “ไปกันเถอะ!”
สิงโตขาว “…”
มันวิ่งควบไปอย่างบ้าคลั่ง
ลูกพี่ช่างจิตใจดีจริง ๆ ตอนแรกเธอช่วยเขาไว้ ตอนนี้ก็ช่วยเวิน
หลิงเยว่คนนี้อีก
เวินหลิงเยว่ที่อยู่บนหลังสิงโตขาวชำเลืองมองฉู่ลั่วอย่างเงียบงัน
หลายครั้งที่อยากจะเอ่ยอะไรบางอย่าง แต่ก็อดกลั้นเอาไว้
เธอกำแส้ในมือแน่น เลือกที่จะไม่พูดอะไรออกมา
ทันใดนั้น สิงโตขาวก็หยุดฝีเท้ากะทันหัน “ลูกพี่ มีค่ายกล!”
ตรงหน้าเป็นค่ายกลขนาดปานกลาง ภายในมีหมอกหนาปก
คลุม มองไม่เห็นว่าข้างในเป็นอย่างไร
“จิ่งอีอาจจะอยู่ข้างในนั้นหรือเปล่า?”
ฉู่ลั่วกระโดดลงจากหลังสิงโตขาว “อยู่ในนั้น”
เมื่อสิงโตขาวได้ยินก็รีบโจมตีค่ายกลทันที ทว่าค่ายกลกลับไม่
ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
“ทำลายค่ายกลนี้ไม่ได้เลย!”
“ลูกพี่ เราจะทำยังไงดี?”
ฉู่ลั่วยื่นมือไปทางเวินหลิงเยว่ “แผ่นยันต์อยู่ไหน?”
เวินหลิงเยว่ชะงักไปชั่วขณะ เมื่อฉู่ลั่วมองมา เธอก็ล้วงหาแผ่น
ยันต์โดยไม่รู้ตัว แล้วส่งให้อีกฝ่าย
ฉู่ลั่ว “ไม่ใช่พวกนี้ แต่เป็นแผ่นที่อยู่บนคอเธอ”
เวินหลิงเยว่ “…”
เธอลูบคอตัวเอง
มีเชือกสีแดงเส้นหนึ่งห้อยอยู่บนคอ
เธอดึงเชือกแดงออกมา คลี่แผ่นป้ายทองคำขนาดเท่าฝ่ามือที่
ห้อยอยู่บนเชือก หลังจากเปิดออก เธอก็หยิบยันต์แผ่นหนึ่งออกมา
จากข้างใน ก่อนจะส่งให้ฉู่ลั่ว
“ยันต์สีม่วง”
หลิงฟางถอยหลังไปโดยไม่รู้ตัว ดวงตาทั้งสองเบิกกว้าง มองเวิน
หลิงเยว่ด้วยความอิจฉาและหวาดกลัว “เธอมีภูมิหลังอะไรกันแน่! ถึง
ได้พกยันต์สีม่วงติดตัวไว้ ยันต์สีม่วงในบางสำนักเต๋า ถือเป็นสมบัติ
ล้าค่าที่สืบทอดกันมานะ!”
แม้จะไม่ใช่สมบัติที่สืบทอดกันมา แต่ก็ไม่น่าจะใจกว้างถึงขนาด
ให้พกติดตัวไว้!
นี่…
ไม่น่าแปลกใจเลยที่เวินหลิงเยว่เหมือนจะมีพลังวิญญาณ
ธรรมดา แต่กลับสามารถรอดพ้นจากการล้อมโจมตีของคนจำนวน
มากได้
เมื่อเห็นฉู่ลั่วขว้างยันต์สีม่วงตรงไปที่ค่ายกล ดวงตาของเขาก็
เบิกกว้างขึ้นอีก เขารู้สึกเจ็บปวดจนต้องเดินวนไปมาหลายรอบ
ทันทีที่ยันต์สีม่วงตกลงบนค่ายกล มันก็ปลดปล่อยสายฟ้าอันทรง
พลังออกมา ทำลายค่ายกลในพริบตา
หลิงฟาง “…”
ช่างสิ้นเปลืองจริง ๆ!
ค่ายกลห่วยแตกนี่มันคู่ควรกับการใช้ยันต์สีม่วงด้วยเหรอ!
ยันต์สีม่วงในโลกนี้ล้วนเป็นของล้าค่า ใช้ไปหนึ่งแผ่นก็หมดไป
หนึ่งแผ่นนะ!
เมื่อค่ายกลแตก เขาก็กระโดดขึ้นทันที “ใครกัน ใครบังคับให้
พวกเราต้องใช้ยันต์สีม่วง…”
ทันใดนั้นเขาก็เปลี่ยนคำพูดด้วยเสียงที่ดังขึ้น “ใครกล้ามาทำ
ร้ายคนในทีมของพวกเรา!”
จิ่งอีคุกเข่าลงข้างหนึ่ง ใช้มือพยุงตัวเอง ใบหน้าเต็มไปด้วยเลือด
เธอเอียงหน้ามองพวกฉู่ลั่ว ข้างกายมีงูยักษ์สีเงินตัวหนึ่งที่กำลังแลบ
ลิ้น พลางจ้องมองผู้คนรอบข้างอย่างดุร้าย
เป่ยฉินแบกค้อนเหล็กยักษ์ของตน เหลือบมองพวกฉู่ลั่วและหลิง
ฟาง แล้วจ้องมองจิ่งอีที่แทบจะทรงตัวไม่อยู่
เขาก้มหน้าถ่มน้าลาย
อีกนิดเดียวก็จะจัดการจิ่งอีได้แล้ว จะได้แย่งชิงร่มแดงบนตัวเธอ
มา
ใครจะรู้ว่าฉู่ลั่วจะมาทันเวลาขนาดนี้
เขามองจิ่งอี “ถือว่าเธอโชคดี หวังว่าคราวหน้าเธอจะโชคดีแบบ
นี้อีกนะ”
“ไป!”
เขาโบกมือ เตรียมจะพาทีมออกไป
เคร้ง!
กระบี่คมกริบเล่มหนึ่งบินมาตรงหน้าเขา ปักลงบนพื้นอย่างแรง
ฉู่ลั่ว “อยากจะไปเหรอ ถามฉันหรือยัง?”
เป่ยฉินหันกลับมามองอีกฝ่าย “ปรมาจารย์ฉู่หมายความว่า
ยังไง? อยากจะสู้กับพวกเราเหรอ?”
ก่อนหน้านี้พวกเขาล้อมโจมตีฉู่ลั่ว แต่เธอก็ไม่ได้ลงมืออย่าง
โหดเหี้ยม!
เมื่อครู่ตอนที่พวกเขาตรวจสอบข่าวสาร ก็รู้แล้วว่าฉู่ลั่วแค่พาห
ลิงฟางกับเวินหลิงเยว่ไปเท่านั้น ไม่ได้ขัดขวางคนที่จะออกไปด้วยซ้า
พวกเขาคาดเดากันว่า ฉู่ลั่วคงถือตัวว่ามีสถานะสูงส่ง ไม่อยาก
ลดตัวมาต่อสู้กับพวกเขา
แต่ตอนนี้…
เขาเหลือบมองกระบี่ที่ยังคงสั่นสะเทือน จากนั้นก็มองร่มสีแดงที่
อยู่ในมือของฉู่ลั่ว “ปรมาจารย์ฉู่ ไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้! นี่เป็น
ขั้นตอนการแข่งขันปกตินะ คุณคงไม่ได้โกรธอะไรใช่ไหม!”