เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 192 ฉันอยากแสดงหนังค่ะ
บทที่ 192 ฉันอยากแสดงหนังค่ะ
อิ่นซานกับรองผู้กำกับต่างก็เงียบไป
เรื่องแบบนี้ในวงการใช่ว่าจะไม่มี เด็กสาวบางคนเลือกที่จะแจ้งตำรวจ แต่ถ้าไม่มีหลักฐาน กระแสก็จะตีกลับ ทั้งยังถูกแบนจากวงการอีกด้วย
อิ่นซานถอนหายใจ พลางยกมือขึ้นมาลูบหน้าตัวเอง “คุณอยากให้พวกเราแก้แค้นให้คุณหรือเปล่าครับ?”
เหิงหว่านไป๋ส่ายหน้า
“พ่อแม่ของฉันเป็นเกษตรกรทั้งคู่ค่ะ ฉันหน้าตาดีมาตั้งแต่เด็ก คนในหมู่บ้านต่างก็พูดว่าโตไปฉันต้องได้เป็นซุปเปอร์สตาร์แน่นอน”
“ฉันเองก็ชอบการแสดงมาก พ่อกับแม่ทำงานอย่างหนักเพื่อส่งฉันเรียนหนังสือ”
“แต่ฉันกลับ… ฉันกลับไม่ได้เป็นซุปเปอร์สตาร์ ฉัน… ฉันไม่สามารถเลี้ยงดูพวกท่านในยามแก่เฒ่าได้ด้วยซ้ำ”
“ฉันรู้สึกผิดต่อพวกท่านค่ะ”
อิ่นซานนิ่งเงียบไป “…”
รองผู้กำกับขอบตาแดง
ฉู่ลั่วถาม “คุณตายได้ยังไงคะ? ฆ่าตัวตายเหรอ?”
“…ค่ะ นักลงทุนเอารูปภาพกับวิดีโอมาข่มขู่ฉัน ให้ฉันไปเป็นกิ๊กเขา ถ้าฉันไม่ตกลงก็จะเอาไปปล่อยในอินเทอร์เน็ต ฉันรับไม่ได้ค่ะ ก็เลยฆ่าตัวตายในห้องเช่าของตัวเอง”
รองผู้กำกับทนไม่ไหวอีกแล้ว เขาด่าออกมา “ใครกัน? ไอ้สารเลวคนไหน? ไอ้สัตว์เดรัจฉานไร้ยางอายตัวไหนกัน? มันยังเป็นคนอยู่หรือเปล่า?”
รังแกผู้หญิงก็ว่าแย่แล้ว นี่ยัง… ข่มขู่เธออีก ยังมีความเป็นคนหลงเหลืออยู่บ้างหรือเปล่า!
“ประธานบริษัทซุ่นเทียนมีเดียค่ะ”
รองผู้กำกับเลือดขึ้นหน้า
อิ่นซานขมวดคิ้วมุ่น “เหลยเฉิงงั้นเหรอ!”
ซุ่นเทียนมีเดียเป็นบริษัทมีเดียชั้นนำของประเทศ โดยเหลยเฉิงก็เป็นถึงผู้นำของอุตสาหกรรม
เขาเป็นคนจากตระกูลเหลย ซึ่งเป็นตระกูลร่ำรวยเก่าแก่ของตี้จิง มีสายสัมพันธ์ทางธุรกิจซับซ้อนมาก
การจะจัดการเหลยเฉิง ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
เหิงหว่านไป๋แสยะยิ้มค่อนข้างน่ากลัว “ฉันรู้ว่าตัวเองไร้ประโยชน์ รู้ว่าต่อให้แจ้งตำรวจก็ไม่มีความหมาย บอกอาจารย์ไปก็ไร้ค่า กลับบ้านไปบอกพ่อแม่ก็ไม่ช่วยอะไร”
“ฉันไม่โทษใครทั้งนั้น ฉันแค่…” เธอส่งเสียงสะอื้น “ฉันแค่อยากบอกกับพ่อแม่ของฉัน ว่าฉันไม่ได้ฆ่าตัวตายเพราะหากองถ่ายที่ต้องการฉันไม่ได้”
“ที่จริงแล้วความสามารถในการแสดงของฉันดีมาก ฉันตั้งใจเรียนมาก”
“ฉันคิดว่าตัวเองจะต้องเป็นนักแสดงที่มีความสามารถ เพราะฉันมีพรสวรรค์ แล้วก็ขยันมากด้วย”
“ฉันไม่เคยทำให้พวกท่านผิดหวัง”
เรื่องเดียวที่เธอทำผิดไป ก็คือการเลือกฆ่าตัวตาย
แต่เธอไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร?
ไม่รู้เลยว่าควรทำอย่างไรดี?
เทียบกับอิ่นซานและรองผู้กำกับซึ่งกำลังโกรธ ในขณะที่ท่าทางของฉู่ลั่วดูสงบมาก “ถ้าอย่างนั้นคุณต้องการอะไรคะ? คุณอยู่ที่นี่ ไม่ยอมไปไหน แสดงว่าคุณต้องมีสิ่งที่ต้องการ”
เหิงหว่านไป๋เงียบไป
ในที่สุดรองผู้กำกับก็รวบรวมความกล้าได้แล้ว เขาพูดเสียงเบาขึ้นจากด้านหลังอิ่นซาน “ถ้าคุณมีความปรารถนาอะไร ก็บอกมาได้เลยครับ ถ้าพวกเราทำให้ได้ พวกเราจะต้องช่วยคุณทำให้สำเร็จแน่นอน”
เขาผลักอิ่นซานเบา ๆ เพื่อบอกเป็นนัยว่าให้ผู้กำกับหนุ่มพูดบางอย่าง
อิ่นซานพูดว่า “คุณลองบอกมาก่อน ถ้าพวกเราทำให้ได้ พวกเราจะช่วยเหลือคุณแน่นอน”
เหิงหว่านไป๋พูดเสียงเบา “ฉันอยากแสดงหนังค่ะ”
“อะไรนะ?”
เหิงหว่านไป๋พูดซ้ำ “ฉันอยากแสดงหนัง อยากให้พ่อกับแม่ได้ดูหนังที่ฉันแสดงค่ะ”
เธอเงยหน้าขึ้น มองพวกผู้กำกับด้วยดวงตาน่ากลัวคู่นั้น “พ่อแม่ของฉัน พวกท่านยังไม่เคยเห็นฉันแสดงหนังเลย”
อิ่นซานนิ่งเงียบ “…”
รองผู้กำกับขอบตาแดงก่ำ “นี่มัน… นี่มัน…”
นี่มันทำไม่ได้น่ะสิ!
คนตายไปแล้ว จะถ่ายยังไงล่ะ?
เหิงหว่านไป๋เข้าใจความหมายแฝงในคำพูดของรองผู้กำกับ เธอห่อไหล่และนิ่งเงียบไม่พูดอะไรเลย พลางแกว่งเท้าไปมาดุจดั่งกับดอกไม้สีขาวราวหิมะบนภูเขาน้ำแข็ง ทั้งเปราะบางแต่ก็แข็งแกร่ง น่าสะพรึงกลัวแต่ก็บริสุทธิ์
อิ่นซานเอ่ย “การจะถ่ายหนังสักเรื่องไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ต่อให้คุณเป็นนักแสดง แต่คุณก็ต้องมีนักแสดงที่มาเล่นต่อบทด้วยไม่ใช่เหรอ? พวกเรายังต้องการตากล้อง บทหนัง อุปกรณ์ประกอบฉาก…”
“ผู้กำกับอิ่นคะ” ทันใดนั้นเองก็มีเสียงดังมาจากหลังกำแพง เสี่ยวโหยวยกมือแล้วเดินออกมา “ผู้กำกับอิ่น เรื่องอุปกรณ์ประกอบฉากไม่ต้องกังวลค่ะ ฉันจัดการให้ได้”
พูดจบ ผีสาวก็เดินออกมาจากมุมกำแพง ถึงแม้จะกลัวอยู่บ้าง แต่เธอก็มองที่หน้าจอมอนิเตอร์ด้วยความอยากรู้อยากเห็นที่มากกว่า แล้วจึงได้เห็นเงาร่างนั้น
เมื่อครู่ตอนที่เธอซ่อนอยู่หลังกำแพง ก็ได้ยินแค่เสียง แต่มองไม่เห็นอะไร
“ผู้กำกับคะ นักแสดงร่วม… ฉัน… ฉันเล่นได้ค่ะ” นักแสดงหญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาด้วยใบหน้าขาวซีด “ถ้าต้องการนักแสดงร่วม ฉันน่าจะเล่นได้นะคะ!”
นักแสดงหญิงอีกคนก็เดินออกมาเช่นกัน “ฉันก็เล่นได้ค่ะ”
เธอไม่ได้กลัวมากนัก เพียงแค่เอ่ยว่า “แต่นักแสดงแค่นี้ไม่พอแน่นอน หนังหนึ่งเรื่องจะมีนักแสดงแค่ไม่กี่คนได้ยังไง? แล้วก็บทหนัง… บทหนังคือจิตวิญญาณของกองถ่ายหนังเลยนะคะ”
ยังมีชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่อีกสองคนเดินออกมา “ผู้กำกับอิ่นครับ คือว่า… เรื่องกล้องผมจัดการปัญหานี้ได้ครับ! แต่มีปัญหาอยู่อย่างเดียวคือ หลังถ่ายทำเสร็จแล้ว จะออกฉายได้ไหมครับ? ผู้ชมจะมองเห็นหรือเปล่า?”
การถ่ายทำที่เหนือธรรมชาติแบบสมจริง!
เรื่องที่น่าตื่นเต้นขนาดนี้ จะเป็นเรื่องที่แปลกใหม่ขนาดไหนกันนะ
ในฐานะตากล้องคนหนึ่ง การได้มีโอกาสได้ถ่ายทำฉากนี้ …เขาสามารถเอาไปเขียนลงในอัตชีวประวัติได้ไหมนะ?
สิ่งสำคัญที่สุดคือนี่ไม่ใช่การทำเลียนแบบขึ้นมา ไม่ใช่ภาพที่ทำปลอม แต่เป็นภาพที่ถ่ายได้จริง!
ตากล้องอีกคนหนึ่งก็เดินออกมาเช่นกัน “ผู้กำกับครับ ผมก็จะถ่ายครับ ผมจะถ่ายด้วย”
รองผู้กำกับมองหลายคนที่เดินออกมาจากมุมกำแพง “พวกเธอกลับกันไปแล้วไม่ใช่เหรอ แล้วมาทำอะไรที่นี่?”
เสี่ยวโหยวหัวเราะแห้งสองที คนอื่น ๆ ต่างก็ยิ้มเจื่อนเช่นกัน
แต่อิ่นซานกลับถามขึ้นว่า “ท่านปรมาจารย์ครับ ถ้าพวกเราถ่ายทำหนังเรื่องนี้ จะมีผลกระทบอะไรกับพวกเราไหมครับ? แล้วจะออนแอร์ได้หรือเปล่า?”
ทุกคนรวมถึงเหิงหว่านไป๋ที่อยู่ในจอมอนิเตอร์มองไปที่ฉู่ลั่ว