เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 2005 เป็นเจ้านี่เอง มังกรบรรพกาล
เธอจับไม้เท้าเวทด้วยมือข้างหนึ่ง ก้าวพรวดเดียวตรงไปอยู่
ตรงหน้าจิ่วฉาน ยกมือขึ้นกดลงบนกระหม่อมของเขา
แค่เธอสามารถยับยั้งจิ่วฉานได้
ฉับพลันนั้น มือของเธอก็ถูกจิ่วฉานจับไว้
ไม้เท้าเวทเปลี่ยนมืออยู่ในมือของจิ่วฉานชั่วพริบตา
จิ่งเจียเหยียนเบิกตากว้าง มองจิ่วฉานที่มีใบหน้าเย็นชา เธอเห็น
เพียงพลังพุทธะอันทรงพลังที่แผ่ออกมาจากไม้เท้า แสงสีทองสว่าง
ไสว
แยงตาจนทำให้เธอแทบจะต้องหลับตา
“จิ่งเจียเหยียน!”
หูเสี่ยวหลีตะโกนลั่น
ไม้เท้าเวทฟาดลงบนตัวจิ่งเจียเหยียนอย่างแรง ในทันใดนั้นร่าง
มนุษย์ก็สลายหายไป เหลือเพียงร่างงูที่นอนขดอยู่บนพื้น ขยับไม่ได้
อีก
หูเสี่ยวหลีพูดทันทีว่า “ซู่เซี่ยงหยาง คุณยังไม่ลงมือทำอะไรอีก
เหรอ!”
ปัง ปัง ปัง
กระสุนถูกยิงออกมาอย่างไม่ลังเล แต่ก่อนที่กระสุนจะสัมผัสตัวจิ่
วฉาน เขาก็ถือไม้เท้ามาอยู่ข้าง ๆ ฉู่ลั่วในค่ายกลแล้ว
เขายกไม้เท้าเวทขึ้น รวบรวมพลังพุทธทั้งหมดในร่าง แล้วฟาด
ลงอย่างหนัก
“จิ่วฉาน อย่านะ!”
ไม่รู้ว่าใครตะโกนออกมา
แต่ก็หยุดจิ่วฉานที่ฟาดไม้เท้าไปแล้วไม่ได้ พลังพุทธอันทรงพลัง
ทำให้เส้นผมที่สยายอยู่ด้านหลังฉู่ลั่วพลิ้วไหวเบา ๆ
เธอยังคงนั่งขัดสมาธิ ใบหน้าอ่อนโยนและสงบนิ่ง มือทั้งสอง
ประสานอิน
ไม่รู้เลยว่าร่างกายของเธอกำลังจะถูกทำลาย
ในวินาทีถักไปที่ทั้งร่างกายและจิตวิญญาณเธอจะถูกทำลาย
เสียงคำรามของมังกรก็ดังขึ้นก้องฟ้า
มังกรดำร่างใหญ่พุ่งลงมาจากเบื้องบนราวกับสายฟ้าฟาด
ชั้นแล้วชั้นเล่าของค่ายกลตรงหน้าเปราะบางราวกับกระดาษบาง
เพียงสัมผัสเบา ๆ ก็แตกสลายออก
วิชาค่ายกลก็ถูกเขาทะลวงอย่างง่ายดาย
มังกรดำลงสู่พื้น ก่อนจะเปลี่ยนร่างเป็นมนุษย์
เขาโบกมือ จิ่วฉานพร้อมกับไม้เท้าในมือพุ่งชนกำแพงลาน
หลายต่อหลายชั้น ก่อนจะร่วงลงพื้นอย่างแรง
เขาคนนั้นกวาดตามองผู้คนที่อยู่ที่นี่ด้วยสายตาเย็นชา “นาง
ถึงกับวางใจ มอบตัวเองให้กับพวกเจ้าที่ไร้ค่าเช่นนี้”
ชายคนนั้นใช้มือข้างหนึ่งวางลงบนกระหม่อมของฉู่ลั่วทันที พลัง
วิญญาณสายหนึ่งแทรกเข้าไปในจิตธรรมญาณของเธอ
ทุกอย่างเกิดขึ้นภายในชั่วพริบตา
ไม่มีใครได้ทันตั้งตัวเลยสักนิด
หมิงคุนเป็นคนแรกที่รู้สึกตัว “เป็นเจ้านี่เอง มังกรบรรพกาล”
ซู่เซี่ยงหยางจ้องมองด้านข้างของชายคนนั้น
ทั้งเสื้อคลุมกว้างที่ดูไม่ใช่ของธรรมดาและปิ่นปักผมประณีตบน
ศีรษะ
ช่างเป็นคนที่ดูโบราณและคลาสสิกอะไรเช่นนี้!
เป็นคนที่เหมือนเทพเจ้าจริง ๆ
เขาค่อย ๆ ลอยไปอยู่ตรงหน้าของชายคนนั้น แต่พอได้เห็น
ใบหน้าของอีกฝ่ายก็ถึงกับตะลึง
ไจ๋โหรวกับจี้ไจ่ก็รีบเข้ามาเช่นกัน ทั้งคู่ต่างตะลึงกับใบหน้าที่ไม่
คุ้นเคยนี้ด้วย
“ใครกัน?”
“ไม่รู้สิ”
หมิงคุนลากร่างที่บาดเจ็บของเขา เคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ “ก็เจ้า
คนนั้นไง คนที่ชื่อฮั่วเซียวหมิง…นี่ใครเนี่ย?”
ใบหน้าของคนตรงหน้าพวกเขาชัดเจนว่าไม่ใช่ใบหน้าของฮั่ว
เซียวหมิง
ใบหน้านี้ดูดุดันกว่า แม้จะเป็นใบหน้าที่งดงามเหมือนกัน แต่กลับ
ดูเย็นชาและเย่อหยิ่งมากกว่า
ในที่สุดหูเสี่ยวหลีก็หลุดพ้นจากพันธนาการบนร่างกาย เธอวิ่งไป
หาจิ่งเจียเหยียนและตรวจสอบอีกฝ่าย ก่อนจะถอนหายใจด้วยความ
โล่งอก “โชคดีจริง ๆ ฉันนึกว่าเธอเสียพลังไปหมดแล้ว”
จิ่งเจียเหยียนนอนคว่าอยู่บนพื้น ไม่สามารถขยับตัวได้
แต่ดวงตาของเธอยังคงจ้องมองไปทางฉู่ลั่วอย่างแน่วแน่ เสียง
ของเธอแผ่วเบาและอ่อนแรง “รีบไปดูหน่อย”
สามคำนี้เบาราวกับเสียงยุงบิน
“ไปดูว่าใช่ฮั่วเซียวหมิงหรือเปล่าน่ะเหรอ?”
หูเสี่ยวหลีกลอกตาอย่างเบื่อหน่าย
“ตอนนี้เธอไม่สนใจจิ่วฉาน แต่กลับสนใจว่าเขาเป็นฮั่วเซียวหมิง
หรือเปล่าเหรอ?”
จิ่งเจียเหยียน “ฉันอยากรู้”
“ไม่เคยเห็นใครชอบเรื่องซุบซิบนินทาได้ถึงเท่าเธอเลย”
หูเสี่ยวหลีเดินไปดูชายคนนั้นอย่างเบื่อหน่าย “ดูจากหน้าตาแล้ว
ไม่ใช่ฮั่วเซียวหมิงหรอก”
จิ่งเจียเหยียนที่นอนคว่าอยู่บนพื้นค่อย ๆ ขยับร่างกายช้า ๆ ราว
กับหนอน ขณะพยายามเคลื่อนไหวด้วยแรงที่เหลืออยู่ เธอก็พูดอย่าง
อ่อนแรงว่า “เป็นไปไม่ได้ ต้องเป็นเขาแน่ ๆ พอฉันเห็นเขาปุ๊บ ก็รู้สึก
เกลียดขี้หน้าทันทีเลย”