เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 370 ความน่าเชื่อถือ
บทที่ 370 ความน่าเชื่อถือ
ฉู่ลั่วส่งเสียงตอบรับก่อนจะเดินไปคุยไป
ทุกคนในลัทธิเต๋าต่างก้าวขาตามหญิงสาววัยแรกรุ่นไป
ซู่เซี่ยงหยางยืนอยู่ตรงที่เดิม มองฉู่ลั่วที่ถูกทุกคนห้อมล้อมด้วยรอยยิ้ม
ผู้นำเหล่าทัพเดินออกมาแล้วเห็นเช่นนั้นก็ยกมุมปากเช่นกัน “ฉู่ลั่วคนนี้ มีความสามารถมากกว่าที่พวกเราคิดไว้อีกนะ”
กฎเหล่านี้ พวกเขาตั้งใจปรามพวกคนในลัทธิเต๋าเอาไว้
คนในลัทธิเต๋าที่มาในครั้งนี้ล้วนเป็นผู้บำเพ็ญที่มีความสามารถกันทั้งนั้น
โดยทั่วไปแล้วผู้บำเพ็ญจะไม่คุ้นเคยกับการถูกสั่งให้ทำอะไร แต่คนที่ฝ่ายรัฐบาลอย่างพวกเขามอบหมายในครั้งนี้ล้วนเป็นเจ้าหน้าทางกฎหมาย ฝีปากและทักษะทางความคิดเฉียบแหลมมาก
คนในลัทธิเต๋าที่ไม่ได้มีทักษะกันบอกปัดกันหมด จึงทำได้เพียงยอมถอย
เดิมทีพวกเขาคิดว่าฉู่ลั่วจะต้องถูกพวกผู้บำเพ็ญเขี้ยวลากดินวิพากษ์วิจารณ์ คิดไม่ถึงว่าแค่คำพูดสั้น ๆ ไม่กี่ประโยคจะทำให้พวกคนในลัทธิเต๋าเชื่อฟังได้ถึงขนาดนี้
ซู่เซี่ยงหยางมองรถที่ห่างออกไปแล้วพูด “ครั้งนี้เกิดเรื่องตึงเครียด ไม่รู้เลยว่าคนในลัทธิเต๋าจะยอมให้ลูกศิษย์เข้าองค์กรศักดิ์สิทธิ์ด้วยไหม”
แม้ว่าจะเข้าไปแล้ว แต่จะเชื่อฟังกันหรือเปล่า จะเคารพกฎไหม นี่ล้วนเป็นปัญหาทั้งสิ้น
ผู้นำเหล่าทัพพูด “เรื่องนี้ก็ต้องดูความสามารถในการจัดการของฉู่ลั่วแล้วล่ะ”
ในอีกด้านหนึ่ง ทุกคนในลัทธิเต๋าที่ขึ้นรถแล้วต่างมารุมล้อมฉู่ลั่ว
เธอเอ่ยปากพูด “ฉันคุยกับทางรัฐบาลแล้วค่ะ พวกเขาคิดว่าลัทธิเต๋าไม่ได้สร้างผลกระทบอะไรต่อโลกแห่งความเป็นจริง แล้วไม่มีผลประโยชน์ใด ๆ ด้วย แม้ว่าจะยินยอมให้ก่อตั้งองค์กรศักดิ์สิทธิ์ ก็เพราะต้องการขอความร่วมมือจากทางลัทธิเท่านั้น”
ทันทีที่พูดคำนี้ ท่าทีการแสดงออกของทุกคนก็เปลี่ยนไป
“หมายความยังไง?”
“อะไรคือสิ่งที่บอกว่าไม่มีผลกระทบอะไรต่อโลกความเป็นจริง?”
“พวกเราไล่ล่าผีร้าย จับปีศาจ ไม่ใช่เพื่อปกป้องคนทั่วไปหรือไง?”
ฉู่ลั่วถอนหายใจ แล้วหยิบเอกสารปึกหนึ่งออกมา “ตอนที่อยู่ในห้องประชุม พวกเขากลัวว่าจะทำให้พวกเราลำบากใจจึงไม่ได้เอาออกมา แต่หลังออกมาแล้ว พวกเขาส่งนี่ให้ฉันค่ะ”
เปียนเหลียงรับเอกสารมาหนึ่งฉบับ พอเปิดออกดู ใบหน้าก็แดงขึ้นทันที
ควางเจียก็รับมาเช่นกัน เพิ่งจะเปิดดูไปไม่กี่หน้าก็ยิ้มเยาะออกมา “ใครก็รู้ แต่แค่ไม่สนใจกันเท่านั้นเอง”
คนในลัทธิเต๋าคนอื่น ๆ ก็เอามาดูบ้าง
“นี่…”
“นี่…”
ฉู่ลั่วพูด “นี่เป็นเพียงสถิติในเมืองเล็ก ๆ เมืองขนาดใหญ่ยังประเมินไม่ได้ค่ะ”
ข้อมูลนี้ล้วนเป็นคนในลัทธิเต๋าที่แอบอ้างเรื่องเหนือธรรมชาติไปต้มตุ๋นหลอกลวงเงินจากผู้คน มีกระทั่งถึงแก่ชีวิต
ในแต่ละเคสมีการเขียนเอาไว้อย่างชัดเจน ส่วนหนึ่งเรื่องเกิดขึ้นในวัดเต๋าที่มีชื่อเสียงมากด้วย
ทั้งยังมีปรมาจารย์ออกไปมีอะไรกับหญิงสาวแล้วถูกพบเข้าด้วย
นักพรตในวัดเต๋าก็ถูกถ่ายรูปเอาไว้
ของเหล่านี้เคยเป็นที่ฮือฮากันหนักมากในอินเทอร์เน็ต
คนของรัฐบาลแนบความคิดเห็นของชาวเน็ตออกมาบางส่วน
พอดูความคิดเห็นเหล่านั้น มีแต่คำดูถูกเหยียดหยาม ยังมีชาวเน็ตบางคนสงสัยด้วยว่าทำไมต้องมีวัดเต๋าอยู่ด้วย
ยังมีชาวเน็ตดูถูกว่าเป็นจุดชมวิวก็ให้เป็นจุดชมวิวไป อย่าไปก่อตั้งลัทธิอะไรเลย
ดูคำวิพากษ์วิจารณ์ แล้วยังมีคดีเหล่านั้นอีก
คนจากสำนักที่มีชื่อเสียงต่างพูดไม่ออก
ก่อนหน้านี้พวกเขารู้ว่ามีคนเอาชื่อลัทธิเต๋าไปแอบอ้างทำเรื่องไม่ดี แล้วก็รู้ว่ามีสวะบางส่วนอยู่แวดวงเดียวกัน แต่ไม่ได้เก็บเอามาใส่ใจ
พวกเขาคิดว่านั่นเป็นนักพรตนอกรีต และเป็นพวกต้มถุ๋นหลอกลวงไม่กี่รายเท่านั้น
แต่คิดไม่ถึงเลยว่าจะกระทบต่อลัทธิเต๋ามากขนาดนี้
โดยเฉพาะยุคสมัยที่อินเทอร์เน็ตมีการพัฒนาแล้ว เมื่อเกิดเรื่องอะไรก็จะแพร่กระจายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว
ฉู่ลั่วถอนหายใจ “ความหมายของทางรัฐบาลคือ ไม่ใช่ว่าพวกเขาจงใจปรามฝ่ายลัทธิเต๋า แต่ว่าประชาชนส่วนใหญ่รับไม่ได้”
“พวกเขาก็กลัวว่าในตอนที่ปรามอยู่นั้น ทางลัทธิเต๋าจะก่อเรื่องวุ่นวาย ถ้าเกิดปล่อยไป…”
ฉู่ลั่วยังกล่าวไม่ทันจบ แต่คนอื่น ๆ ก็เข้าใจสิ่งที่แฝงอยู่ในคำพูดเธอแล้ว
ชิงหยางรู้เรื่องเหล่านี้ดี
แต่ไม่มีความสามารถที่จะแก้ไข จึงได้คิดสละตำแหน่งของตัวเองในการเป็นตัวแทนฝ่ายลัทธิเต๋าไปให้ฉู่ลั่ว