เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 447 เส้นบุพเพทำงานแล้ว
บทที่ 447 เส้นบุพเพทำงานแล้ว
“ผมไม่อยากแต่งงานกับเธอ ท่านปรมาจารย์ ช่วยผมด้วยนะครับ ผมไม่อยากแต่งงานกับผู้ที่เลวร้ายคนนี้!”
ฉู่ลั่วเอาเส้นผมใส่เข้าไปในถุงผ้าไหม “เส้นบุพเพทำงานแล้ว ในชีวิตนี้คุณ ทำได้เพียงต้องแต่งงานกับเธอ และมีลูกกับเธอเท่านั้น”
เจ้านิกายเอาถุงผ้าไหมวางใส่มือของจินจิ่ง “แต่เธอเสียบุญกุศลของชาติก่อนไปเพราะทำร้ายสองชีวิตด้วยความเห็นแก่ตัว ลูกที่เธอให้กำเนิดออกมา หากไม่ได้เป็นเด็กที่ผลาญเงินครอบครัว ก็จะเป็นเด็กพิการที่เป็นโรคร้ายแรง”
แววตาจินจิ่งสิ้นหวัง “ถ้าในชีวิตนี้ผมไม่แต่งงานและมีลูกกับเธอล่ะครับ…”
“คุณก็จะไม่มีทายาทอีกแล้ว”
ซึ่งก็คือการตัดลูกสิ้นหลาน
จินจิ่ง “…”
จริง ๆ ตอนนี้เขาไม่เคยคิดเรื่องแต่งงานมีลูกเลย แต่การที่เขาไม่อยากมี กับเรื่องชิวม่านทำให้เขามีไม่ได้ หรือมีให้ได้แค่ลูกที่ผลาญเงินทอง มันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
“แพศยา…”
ชิวม่านหัวเราะเยาะเย้ย “ที่รัก คุณเป็นคนบอกฉันเองนะ! คุณบอกว่าถ้าคุณไม่มีภรรยากับลูกสาว คุณจะต้องมาแต่งงานกับฉันแน่นอน”
“ถ้าจะโทษก็โทษที่เราเจอกันช้าเกินไปเถอะ ตอนนี้ฉันจัดการพวกเธอไปแล้วไม่ดีเหรอ? ไม่มีใครมาขัดขวางไม่ให้เรารักกันอยู่ด้วยกันแล้ว”
“ที่รัก เราอยู่ด้วยกันตลอดไปได้แล้ว”
ชิวม่านเดินเข้ามากอดขาจินจิ่ง แล้วออดอ้อนเสียงสะอื้น
ฉู่ลั่วไม่ได้ดูอะไรพวกนี้ แล้วก็แค่หยิบหุ่นไม้สองตัวเดินออกไป
วิญญาณของจินเสี่ยวหลวนเดินตามหลังฉู่ลั่ว ครั้นไปถึงหน้าประตู เธอก็หันไปมองพ่อที่ยังคงถูกผู้หญิงคนนั้นกอดกระหวัดเอาไว้อยู่
“…” เธอเงียบไปสักพักหนึ่ง ก่อนจะหันหลังให้ทั้งสองแล้วตามฉู่ลั่วออกไป
เมื่อเดินไปถึงชั้นล่างของที่พัก ฉู่ลั่วก็ใช้พลังวิญญาณทำลายยันต์ที่อยู่บนตัวหุ่นไม้ออก
วิญญาณจินเสี่ยวหลวนรู้สึกได้ว่าพลังแข็งแกร่งที่สะกดตนเองไว้ตลอดนั้นได้หายไปแล้ว
“ขอบคุณนะคะ”
“ไม่ต้องขอบคุณหรอก ไปเกิดใหม่กับแม่ของเธอนะ”
จินเสี่ยวหลวนไม่ได้จากไป เธอจ้องมองฉู่ลั่วอยู่สักพักหนึ่งแล้วถึงเอ่ยถาม “ท่านปรมาจารย์คะ การแต่งงานระหว่างพวกเขาทำลายไม่ได้เลยจริง ๆ ใช่ไหมคะ?”
ฉู่ลั่วไม่พูดอะไร ทำเพียงแค่มองวิญญาณเด็กสาวที่น่าสงสาร
หนึ่งคนกับหนึ่งผีจ้องหน้ากันอยู่เป็นเวลานาน
ผ่านไปเนิ่นนาน จินเสี่ยวหลวนจึงคำนับให้ฉู่ลั่ว “ขอบคุณค่ะ!”
ภายใต้พระอาทิตย์ตกสีส้มแดงนั้น วิญญาณของจินเสี่ยวหลวนก็ค่อย ๆ จางหายไป
ฉู่ลั่วค่อย ๆ เงยหน้ามองท้องฟ้ายามเย็น
เธอเปิดประตูรถแล้วเข้าไปนั่ง
หัวหว่านขับรถไปพลางถามไปด้วย “คุณหนูคะ ตอนนี้พวกเราจะไปที่ไหนกันคะ?”
ฉู่ลั่วจึงบอกที่อยู่ไป
หลังจากที่หัวหว่านค้นหาที่อยู่แล้วก็พูดออกมา “คุณหนูคะ สถานที่นี้ดูเหมือนว่าจะอยู่บนเขานะคะ จะไปตอนนี้เลยเหรอคะ?”
“อืม”
หัวหว่านไม่ได้พูดอะไรอีกแล้วขับรถตรงไป
รถเพิ่งจะเคลื่อนตัวไปได้ไม่นาน จินจิ่งก็พุ่งออกมา แต่ก็เห็นเพียงท้ายรถของฉู่ลั่วเท่านั้น
ชิวม่านเองก็วิ่งออกมาด้วยเช่นกัน เธอไม่สนใจสภาพไม่มีชิ้นดีของตัวองแล้วกอดจินจิ่งจากข้างหลังทันที “พี่จิน ตอนนี้เราก็อยู่ด้วยกันได้แล้วนะคะ”
จินจิ่ง “..”
เขาไม่เคยคิดอยากจะอยู่กับชิวม่านอยู่แล้ว แค่จะเล่น ๆ ด้วยเท่านั้น
เขาให้เงินเธอ ซื้อบ้านซื้อรถให้เธอ นี่มันยังไม่พออีกเหรอ?
ทำไมกันนะ?
เขาไม่เพียงแต่จะทำร้ายภรรยากับลูกจนตาย แต่ยังทำให้ลูกสาวเห็นภาพที่แย่ที่สุดของตัวเองอีก
เจ้าของแอ็กเคานต์คนข้องใจเงยหน้ามองท้องฟ้า ยามแสงอาทิตย์สีเลือดจากพระอาทิตย์ตกปกคลุมร่างกาย
ตกกลางคืน รถสีเงินคันหนึ่งกำลังขับไปตามเส้นทางระหว่างภูเขาและป่าไม้
ไฟหน้ารถสาดส่องไปในป่าขึ้น ๆ ลง ๆ ราวกับว่าในป่านั้นมีปีศาจตัวหนึ่งที่มีฟันและกรงเล็บที่แหลมคม
แม้ว่าการที่หัวหว่านติดตามฉู่ลั่วจะเคยเห็นภาพเหตุการณ์เหนือธรรมชาติมาไม่น้อย แต่เวลานี้ในขณะที่รถเคลื่อนไปตามป่าไม้แห่งนี้ ในใจก็รู้สึกขนลุกแปลก ๆ เช่นกัน
“คุณหนูคะ…” เธอเรียกฉู่ลั่วเบา ๆ แต่กลับไม่ได้ยินการตอบกลับเลย
หัวหว่านขมวดคิ้วอย่างสงสัย แล้วหันไปมองกระจกมองหลังโดยไม่รู้ตัว ขณะมองไปที่กระจกมองหลัง หัวใจก็บีบแน่นไปด้วย
ในกระจกมองหลังนั้นมีฉู่ลั่วที่ไหนกัน
เห็นชัดเลยว่าเป็นผีผู้หญิงตาถลนและอ้าปากคล้ายว่ากำลังแสยะยิ้มอยู่ แล้วมองมาที่เธออย่างน่าสยดสยอง!
“กรี๊ด!”
ยังไม่ทันที่เธอจะตกใจเสร็จ ก็มีนิ้วหนึ่งมาแตะที่ศีรษะข้างหลังเบา ๆ ลมหายใจของเธอตระตุก ก่อนผีสาวที่ดูดุร้ายจะหายไปในทันที
“คุณหนู ขอโทษนะคะ ฉันไม่คิดว่า…”
ฉู่ลั่วชักมือกลับแล้วมองค่ำคืนที่มืดมิดข้างนอก “ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเธอหรอก เขากำลังแสดงอำนาจใส่ฉันน่ะ”
ท้ายที่สุดรถก็มาจอดสนิทอยู่ที่ตีนเขา
“คุณหนูคะ…”
“เธอรออยู่ที่นี่นะ ฉันจะขึ้นเขาไปคนเดียว” ฉู่ลั่วหยิบยันต์หนึ่งปึกออกมาส่งให้หัวหว่าน “ยันต์พวกนี้เธอเก็บเอาไว้นะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ห้ามไปจากรถคันนี้เด็ดขาด”
หัวหว่านรับยันต์ไว้ ในใจก็ค่อนข้างจะตื่นตระหนก
“คุณหนู คงจะไม่มีเรื่องอะไรใช่ไหมคะ?”
“ไม่มีอะไรหรอก” หลังจากที่หาที่ให้หัวหว่านอยู่แล้ว ฉู่ลั่วก็หันหลังเดินขึ้นไปบนเนินเขา