เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 462 เซียนพู่กัน
บทที่ 462 เซียนพู่กัน
เหยียนอันอี้นั่งลงบนเก้าอี้ เขาวิเคราะห์ด้วยเหตุผล “ชาวบ้านในพื้นที่บอกว่า ที่มีคนจำนวนมากมาที่นี่ เพราะนายท่านกงป๋อยื่นข้อเสนอ ขอเพียงมีคนทำลายความเชื่องมงายได้ เขาจะสละทรัพย์สมบัติทั้งตระกูลให้”
นับแต่อดีตมา ความมั่งคั่งดึงดูดใจผู้คน
ต่อให้ที่อิ๋งเซียงมีผีหลอกหลอนหนักแค่ไหน แต่ก็มีคนมาที่อิ๋งเซียงไม่ขาดสาย
เย่อวิ๋นชูถาม “รู้สึกว่ามีตรงไหนสักที่ที่ไม่ถูกต้อง?”
“ไม่ว่ายังไง พวกเรามาทำลายความเชื่อสองเรื่องนี้ก่อน”
หางเจียซิ่นกลืนน้ำลาย “ถ้าอย่างนั้นพวกเราจะเลือกอะไรก่อนดีครับ? เซียนพู่กัน หรือ…แต่งงานกับผี?”
เขาเพิ่งพูดออกไป ฝางไคจี้ก็ส่ายหน้าทันที “เซียนพู่กันก่อน เรื่องแต่งงานกับผีสถานการณ์ยังไม่ชัดเจน ลองเซียนพู่กันก่อน”
ฉู่จิงก็พูดว่า “เซียนพู่กันก่อนเถอะ!”
พวกเขาสองคนพูดแบบนี้ ทุกคนก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก
และเลือกเซียนพู่กัน
ทุกคนกลับไปพักผ่อนที่ห้อง
ฉู่ลั่วกับเย่อวิ๋นชูอยู่ห้องเดียวกัน หางเจียซิ่นไม่กล้าอยู่คนเดียว จึงนั่งอยู่บนโซฟาเดี่ยวในห้องนี้แทน
เวลาผ่านไปทีละนาทีทีละวินาที ไม่นานก็ถึงเวลาเที่ยงคืน
นอกหน้าต่างค่อย ๆ มืดลง
ทุกคนมารวมตัวที่ห้องของฉู่ลั่ว หลังจากปรึกษากันแล้ว จะมีสี่คนอัญเชิญเซียนพู่กัน อีกสี่คนรออยู่ข้าง ๆ คอยระวังให้
คนที่อันเชิญเซียนพู่กันในครั้งนี้ มีฝางไคจี้ ฉู่ลั่ว เหยียนอันอี้ และเย่อวิ๋นชู ทั้งสี่คนยืนอยู่ด้านหน้าโต๊ะ
เย่อวิ๋นชูสูดลมหายใจเข้าลึก เธอถามว่า “ขอแค่พวกเราท่องคาถา อันเชิญเซียนพู่กันมา ถามคำถามและส่งเซียนพู่กันกลับไป ก็ได้แล้วใช่ไหมคะ?”
“อืม”
ฉู่ลั่วจับพู่กันคนแรก เธอเงยหน้ามองเย่อวิ๋นชู “ถ้าคุณกลัว เปลี่ยนคนได้นะคะ”
น้ำเสียงของเธออ่อนโยน มุมปากยกยิ้มเล็กน้อย แต่แววตากลับแน่วแน่
ตอนแรกเย่อวิ๋นชูกลัวมาก แต่หลังจากเห็นท่าทางแบบนี้ของฉู่ลั่ว เธอก็ส่ายหน้า
ทั้งสี่คนกำพู่กันด้ามเดียวกัน
ฉู่ลั่วพยักหน้าให้กันจี้ไจ่ที่ยืนห่างออกไป เพื่อส่งสัญญาณ
จี้ไจ่ก็พยักหน้า เขาหันกลับไปบอกอีกสามคนว่า “อีกเดี๋ยวอย่าส่งเสียงออกมา ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อย่าขยับไปไหนเด็ดขาด”
แม้ว่าเขาจะพูดกับทั้งสามคน แต่กลับจ้องฉู่หร่าน
ฉู่หร่าน “…”
เธอเกลียดสายตาของจี้ไจ่!
แสงสีเหลืองนวลทำให้ทั้งห้องดูอบอุ่นอย่างน่าประหลาด
ทั้งห้องเงียบลงจนทำให้ผู้คนรู้สึกขนลุกชัน
มีเพียงเสียงของฉู่ลั่ว ดังอยู่ข้างหูของทุกคน
แต่เสียงนี้กับความเงียบประหลาด ทำให้เกิดความรู้สึกกดดันขึ้นมา แม้แต่การหายใจก็ยังน่ากลัว
“เซียนพู่กัน เซียนพู่กัน ท่านคือข้าในชาติก่อน…”
…
“เซียนพู่กัน เซียนพู่กัน ท่านคือชาติที่แล้วของข้า…”
ตอนที่ฉู่ลั่วยังท่องรอบที่สามไม่จบ พู่กันหยกที่ทุกคนจับเอาไว้ ก็สั่นขึ้นมาทันที
ทุกคนต่างก็ใจเต้นรัว
ฝางไคจี้นิ้วสั่น ลมหายใจของเขาหยุดชะงักไปโดยไม่รู้ตัว เขารู้สึกว่าแผ่นหลังเย็นยะเยือก เขาสั่นออกมาโดยไม่รู้ตัว
เหยียนอันอี้ยังนับว่ามีสติอยู่มองฉู่ลั่ว
ฉู่ลั่วกะพริบตาข้างหนึ่ง ให้เขาถามคำถามตามที่ตกลงกันไว้
เหยียนอันอี้กลืนน้ำลาย และลองถามออกไปว่า “เซียนพู่กัน ใช่ท่านหรือไม่?”
ปากกาหยกตวัดไปบนกระดาษเป็นตัวอักษรคำว่า ‘ใช่’ ตัวใหญ่
เหยียนอันอี้ถอนหายใจออกมาเบา ๆ
เป็นไปตามที่คุยกันไว้ก่อนหน้านี้ ต่อไปเย่อวิ๋นชูเป็นคนถาม เธอกลัวจนหน้าไร้สีเลือดแล้ว ริมฝีปากขาวซีดไปหมด
แต่เธอก็ยังถามคำถามของตนเองออกมาเสียงเบา “เซียนพู่กัน เซียนพู่กัน ขอถามค่ะ ครั้งนี้ภาพยนตร์ของฉันจะได้รับรางวัลหรือเปล่า?”
พู่กันหยกสั่นเล็กน้อย ก่อนจะเขียนคำว่า ‘ไม่’ ออกมาหนึ่งตัวอักษร
เย่อวิ๋นชู “…”
เธอหน้างอเล็กน้อย
ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ความกลัวในใจพลันลดลงทันที
ฉู่ลั่วมองไปที่ฝางไคจี้ เขาเอ่ยถามว่า “เซียนพู่กัน เซียนพู่กัน ขอถามหน่อยครับ ผมจะได้ลงเอยกับคนที่ผมรักหรือเปล่า?”
อักษรคำว่า ‘ไม่’ เพิ่งปรากฏออกมา สีหน้าของฝางไคจี้ก็เปลี่ยนไป เขาอยากสะบัดมือออกจากพู่กัน แต่ถูกมืออีกข้างหนึ่งของฉู่ลั่วกดไว้แน่น
ฝางไคจี้ “…”
เขามองตาเธอ ความโกรธที่คุกรุ่นในใจถูกกดลงไปแล้ว
แต่การที่เขาขยับเมื่อครู่ ไม่รู้ว่าพู่กันหยกได้รับการกระตุ้นอะไร ปลายพู่กันจึงกดลงไปบนกระดาษสีขาวอย่างแรง กลายเป็นจุดสีดำหนา
จากนั้นพู่กันก็เคลื่อนที่อย่างรวดเร็วบนกระดาษขาว!
ไม่นานกระดาษทั้งแผ่นก็ถูกย้อมด้วยสีดำ
เมื่อเห็นสีดำวงเป็นก้อนแบบนี้ ฝางไคจี้ถึงได้รู้สึกกลัวขึ้นมา
ตอนนี้เองสมองของพวกเขาพลัดแจ่มแจ้งขึ้นมาทันที
บนโต๊ะกลมขนาดเล็ก พวกเขาสี่คนยืนอยู่สี่ทิศทาง
หากเซียนพู่กันสามารถจับพู่กันได้จริง ถ้าอย่างนั้นเซียนพู่กันจะยืนอยู่ตรงไหน?
ราวกับจะยืนยันความคิดในใจของเขา ผมดำยาวก็ร่วงลงมาบนไหล่ของเขา
ฝางไคจี้ “…”
เขา…
เขาผมสั้น
แล้วผมยาวนี้เป็นของใคร?