เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 484 พี่รองพูดถูกแล้ว
บทที่ 484 พี่รองพูดถูกแล้ว
ฉู่จิงผลักกระเป๋าเดินทางด้วยมือข้างหนึ่ง มืออีกข้างล้วงกระเป๋ากางเกง “เมื่อกี้คุณแม่โทรมาหาฉัน ถามว่าครั้งนี้เธอจะกลับบ้านหรือเปล่า?”
“ไม่กลับค่ะ”
ฉู่จิงเม้มปากเล็กน้อย สายตาไม่ได้มองที่ฉู่ลั่ว แต่ทอดยาวออกไปไกล “ยังไงคฤหาสน์ตระกูลฉู่ก็เป็นบ้านของเธอ ต่อให้ข้างนอกจะดีแค่ไหน ก็ไม่ดีเท่าบ้านเรา”
ฉู่ลั่วหันมามองพี่ชายรองด้วยแววตาประหลาดใจ
ฉู่จิงหลบสายตาเธอ เขากระแอมออกมาเบา ๆ “ฉันแค่ส่งต่อคำพูดของพวกท่านเท่านั้น ถ้าเธอกลับไป พ่อแม่จะดีใจมาก”
ฉู่ลั่วไม่พูดอะไรอีก เพียงแค่ก้มหน้าครุ่นคิด
ในตอนนี้เธอยังไม่สามารถตัดขาดกับคฤหาสน์ตระกูลฉู่ได้เสียทีเดียว ยังจำเป็นต้องกลับไปที่นั่นเป็นครั้งคราว
แต่ด้วยพลังวิญญาณที่เพิ่มขึ้น ทำให้ไม่ต้องกลับไปบ่อยนัก แต่จะไม่กลับไปที่คฤหาสน์ตระกูลฉู่เลยก็ไม่ได้
“อืม”
“…” ฉู่จิงคิดไม่ถึงว่าฉู่ลั่วจะตอบเขากลับ เขามองเธอด้วยดวงตาเบิกกว้าง ก่อนจะเก็บสายตากลับมา “อยากให้ฉันไปส่งไหม?”
“ไม่ต้องหรอก”
ฉู่จิง “…”
ท่าทีห่างเหินและการปฏิเสธนั้นทำให้พี่ชายรองรู้สึกกดดัน ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเขาเองก็เป็นเหตุผลให้ฉู่ลั่วไม่รู้สึกว่าที่นั่นเป็นบ้านเช่นกัน เวลานี้ ชายหนุ่มทำได้เพียงลากกระเป๋าเดินทางจากไป
เมื่อไปถึงด้านข้างของฉู่หร่านกับฝางไคจี้ ทั้งสามคนก็ขึ้นรถไปพร้อมกัน
ฉู่หร่านเก็บสัมภาระอย่างอารมณ์ดี เธอพูดเสียงอ่อนเสียงหวาน “พี่รองคะ พี่คุยอะไรกับลั่วลั่วเหรอ? หนูเห็นลั่วลั่วท่าทางไม่ร่าเริงเท่าไหร่ หรือว่าพี่รองไปว่าอะไรลั่วลั่วอีกแล้ว!”
ไม่ต้องรอให้ฉู่จิงพูดต่อ ฉู่หร่านก็ถอนหายใจออกมาเบา ๆ พร้อมพูดเกลี้ยกล่อม “พี่รอง หนูไม่ได้ว่าพี่นะคะ แต่ลั่วลั่วเธอโตมาข้างนอกตั้งแต่เด็ก มีหลายเรื่องที่เธอไม่เข้าใจ”
เธอถอนหายใจ “หนูรู้ว่ามีหลายอย่างในตัวลั่วลั่วที่พี่รับไม่ได้ แต่พี่รองคะ… พี่อย่าบังคับลั่วลั่วมากเกินไปเลยนะคะ”
ฉู่จิงไม่พูดอะไร เพียงมองฉู่หร่านอยู่เงียบ ๆ
ประโยคเมื่อครู่ไม่ได้มีปัญหาอะไร
มันไม่แตกต่างอะไรกับคำพูดที่ฉู่หร่านมักพูดแสดงความเป็นห่วงเป็นใยและปกป้องฉู่ลั่วก่อนหน้านี้
แต่ฉู่จิงกลับรู้สึกว่า …มันมีความหมายแฝงบางอย่าง
“พี่รอง?”
ฉู่หร่านมองกลับมาด้วยความสงสัย
ฉู่จิงส่ายหน้า “ไม่มีอะไร พี่รู้แล้ว”
หร่านหร่านไม่ใช่คนแบบนั้น …เป็นเขาที่คิดมากไปเองแน่นอน
“พี่ไม่ได้สั่งสอนอะไรฉู่ลั่ว พี่แค่บอกเธอว่าถ้าว่างให้กลับบ้านบ้าง คุณพ่อคุณแม่คิดถึงมาก ยังไงก็เป็นครอบครัวเดียวกัน จะทำเย็นชาใส่กันแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ก็ไม่ดี”
ฉู่หร่านชะงักไปหลายวินาที แทบจะรักษารอยยิ้มอ่อนหวานที่มุมปากต่อไปไม่ไหวแล้ว
แต่เพียงพริบตาเดียว เธอก็พยักหน้า “พี่รองพูดถูกแล้วค่ะ”
สิ้นคำ ฉู่หร่านก็หันไปมองด้านนอก
สบตากับสายตาที่เป็นกังวลของฝางไคจี้
เธอพยายามฝืนยิ้มออกมา ตอนที่ฝางไคจี้กำลังจะเอ่ยปากพูด เธอก็ส่ายหน้าให้เขาเบา ๆ
ฝางไคจี้ขมวดคิ้ว รู้สึกปวดใจเป็นอย่างมาก
…
เมืองตี้จิง
บนรถคันสีดำ
จี้ไจ่ขับรถไป พลางพูดเตือนฉู่ลั่วไปด้วย “องค์กรนี้เป็นองค์กรที่ร่วมมือกันระหว่างลัทธิเต๋ากับรัฐบาล มีความสำคัญมาก หลังจากคุณไปที่นั่นแล้ว อย่าทำตัวเหมือนเวลาปกติ หรือทำอะไรตามใจตัวเองโดยไม่สนคนอื่น”
ฉู่ลั่วไม่พูดอะไร เธอเอาแต่หลับตาบำเพ็ญพลังวิญญาณ
จี้ไจ่เห็นท่าทางเฉยชาไม่ยี่หระนั่นก็เป็นกังวลอยู่ในใจมากทีเดียว
เขาสงสัยจริง ๆ ว่า พาเธอไปแนะนำที่องค์กร เป็นความคิดที่ดีหรือไม่กันแน่
“ฉู่ลั่ว ผมไม่ได้เจตนาพูดให้คุณตกใจหรอกนะ แต่องค์กรมีกฎระเบียบมากมาย และคนทั้งลัทธิเต๋าต้องปฏิบัติตาม”
“ต่อให้คุณจะไม่ยอมรับว่าตัวเองเป็นคนของลัทธิเต๋า ถึงอย่างนั้นคุณก็ใช้วิชาของลัทธิเต๋า ดังนั้นต้องถูกควบคุมด้วยกฎเหล่านี้เช่นกัน”
“หากคุณใช้วิชาทำร้ายคนอื่น ลัทธิเต๋ากับรัฐบาลก็จะลงโทษคุณ”
เขานึกไปถึงตอนที่องค์กรโทรศัพท์มาหา และบอกว่าศิษย์น้องของเจ้าสำนักเมฆาครามถูกจับกุมแล้ว
เมื่อเห็นว่าฉู่ลั่วยังมีท่าทางนิ่งเฉย จี้ไจ่ก็กัดฟัน ก่อนจะตัดสินใจเล่าเรื่องอื้อฉาวของลัทธิเต๋าออกมา และให้เธอระวังตัวเอาไว้
“คุณรู้จักนักพรตชิงหยางแห่งสำนักเมฆาครามใช่ไหม?”
ในตอนนี้เองฉู่ลั่วถึงได้ลืมตาขึ้นมองใบหน้าด้านข้างของเขา และส่งเสียงอืมออกมา
จี้ไจ่ถอนหายใจออกมาอย่างแรง “สถานะในลัทธิเต๋าของนักพรตชิงหยาง คุณรู้ชัดเจนแล้วใช่ไหม?”
“…ค่ะ”
เขาพูดต่อไป “ถ้าอย่างนั้นคุณก็รู้แล้วใช่ไหมว่านักพรตชื่อหยาง ศิษย์น้องของนักพรตชิงหยางถูกจับกุม?”
ฉู่ลั่ว “…”
จี้ไจ่ไม่ได้ยินเสียงตอบอะไรกลับมาจึงเหลือบตามองเธอ เมื่อพบว่าสีหน้าของฉู่ลั่วเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมา
รู้จักกลัวบ้างก็ดีแล้วล่ะ
“และองค์กรเป็นคนออกหน้าเองด้วย”
ฉู่ลั่ว “…”