เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 486 เซียนพู่กันกลายเป็นไวรัล
บทที่ 486 เซียนพู่กันกลายเป็นไวรัล
“พวกนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในระหว่างรายการ”
“โดยเฉพาะอย่างยิ่ง… เรื่องของเซียนพู่กัน” ซู่เซี่ยงหยางขยี้ผมอย่างหงุดหงิด “คุณรู้ไหมว่าตัวเองเปิดโลกและจุดประกายความคิดที่ไม่ดีมาก ๆ อย่างหนึ่งขึ้นมา”
“ก่อนหน้านี้ คนที่ขี้กลัวมาก ๆ มักจะหลีกเลี่ยงของพวกนี้ แต่หลังจากที่พวกเขาได้ดูไลฟ์สตรีม แต่ละคนเหมือนกับเพิ่มบัฟขึ้นมาอย่างนั้น พวกเขาพากันอันเชิญเซียนพู่กัน”
จี้ไจ่ตกใจ “มีคนหลายคนอันเชิญเซียนพู่กันเหรอครับ?!”
“เรื่องราวในช่วงหลายวันมานี้ ก็มีสองร้อยกว่าคนแล้วครับ มีบางคนส่งเซียนพู่กันกลับไปได้อย่างราบรื่น และมีบางคนที่อันเชิญไม่สำเร็จ”
ประเทศจีนมีประชากรเป็นพันล้านคน และตอนนี้ยังเป็นยุคของอินเทอร์เน็ตอีกด้วย
แม้กระทั่งคนที่ไม่ได้ดูไลฟ์ของรายการเรียลลิตีก็ยังได้รับอิทธิพลผ่านทางอินเทอร์เน็ต
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้ยังเป็นยุคที่ให้ความสำคัญกับกระแสนิยม ขอแค่มีกระแส ต่อให้อันตรายขนาดไหนก็มีคนนับไม่ถ้วนเต็มใจจะไปลอง
ซู่เซี่ยงหยางเปิดหน้าจอประชุมด้วยความปวดหัว
บนหน้าจอ มีวัยรุ่นอายุยี่สิบกว่าปีหลายคนกำลังพูดกับกล้อง
‘อีกเดี๋ยวพวกเราจะอันเชิญเซียนพู่กันมาแล้ว’
‘ขอให้ทุกคนติดตามดูพวกเราสร้างรายได้จากเซียนพู่กัน!’
‘หากพวกคุณสนใจวิดีโอของพวกเรา อย่าลืมกดไลก์ กดโดเนตและกดดาวด้วยนะครับ!’
เมื่อถึงเวลาเที่ยงคืน เด็กวัยรุ่นทั้งสี่คนก็กำพู่กันเป็นวงกลม วางเอาไว้บนกระดาษขาว “เซียนพู่กัน เซียนพู่กัน เจ้าคือชาติก่อนของข้า ข้าคือชีวิตนี้ของเจ้า…”
ไม่นานพวกเขาก็อัญเชิญเซียนพู่กันมาได้!?
ฉู่ลั่วกับจี้ไจ่ต่างก็มองเห็นวิญญาณชั่วร้ายตนหนึ่งที่ค่อย ๆ ปรากฏตัวขึ้นด้านหลังคนพูด
วิญญาณชั่วร้ายสวมกระโปรงสีแดง ผมยาวสลวย หลังผมสีดำปรกหน้านั้น มีดวงตาแปลกประหลาดคู่หนึ่ง จ้องมองไปยังคนที่อยู่ตรงนั้นอย่างน่าสะพรึงกลัว
เซียนพู่กันมาแล้ว คนที่อันเชิญก็รู้สึกได้เช่นกัน
แต่พวกเขาไม่มีใครกลัวเลย และในดวงตายังมีความตื่นเต้นอยู่หลายส่วน
“เซียนพู่กัน เซียนพู่กัน ขอถามว่าอักษรนี้อ่านว่ายังไง แล้วจะพัฒนามาเป็นยังไง?”
ผู้ชายคนหนึ่งในนั้นหยิบกระดาษออกมาหนึ่งแผ่น ด้านบนเขียนอักษรไว้แน่น แต่ไม่ใช่ตัวอักษรในยุคปัจจุบัน และไม่ใช่อักษรจีนแบบดั้งเดิม
แต่เป็นอักษรจากกระดูกสัตว์ที่สูญหายไปแล้ว
หนึ่งตัวอักษร หนึ่งแสนหยวน!
ฉู่ลั่ว “…”
จี้ไจ่ “…”
พูดตามตรง พวกเขาสองคนคิดไม่ถึงเลย
ไม่ใช่แค่พวกเขา แม้แต่เซียนพู่กันยังเงียบไปแล้ว
ผ่านไปสักพักหนึ่ง พวกเขาก็พบว่าเซียนพู่กันจับมือของพวกเขา ขยับไปบนกระดาษ
พวกเขาได้พัฒนาตัวอักษรตัวหนึ่ง พร้อมกับการอ่านออกเสียง
ทุกคนตื่นเต้นจนแทบจะกรีดร้องออกมา!
ไม่นาน อีกคนก็ชี้ไปยังอักษรอีกหนึ่งตัวในนั้น “เซียนพู่กัน เซียนพู่กัน ขอถามว่าอักษรนี้อ่านว่ายังไง แล้วมีพัฒนาการมายังไง?”
เซียนพู่กัน “…”
ภายใต้กฎเกณฑ์ที่ต้องตอบคำถาม เซียนพู่กันเริ่มเขียนพัฒนาการของตัวอักษร และการอ่านออกเสียงอักษรตัวแล้วตัวเล่า
…
จี้ไจ่มองดูวิญญาณของเซียนพู่กันที่ตอนแรกรวมกันเป็นเงาดำ ค่อย ๆ อ่อนแอลง
เรื่องราวดำเนินไปหลายชั่วโมง
แต่ว่า…
คนกลุ่มนี้กลับไม่เหนื่อยเลยสักนิด กลับกันพวกเขายิ่งตื่นเต้นขึ้นเรื่อย ๆ!
จี้ไจ่จ้องหน้าจอ พูดเสียงเบาว่า “ผมจำได้ว่าถึงเซียนพู่กันจะรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ข้อมูลเหล่านี้ ไม่ได้ลอยมาจากอากาศ”
การรู้ทุกสิ่งเห็นทุกอย่าง ย่อมต้องใช้พลังเข้าแลก
เมื่อก่อน…
เมื่อก่อนคนที่อันเชิญเซียนพู่กันมา หากไม่ถามคำถามเรื่องความรัก ก็ถามเรื่องผลสอบวันพรุ่งนี้ มากสุด ก็ถามเลขลอตเตอรี่ที่จะออก…
สิ่งเหล่านี้ทำให้พลังของเซียนพู่กันลดลงไม่มาก
แต่ว่า…
ฉู่ลั่วให้ตัวอย่างกับทุกคน ทำให้ทุกคนรู้วิธีอื่นในการใช้เซียนพู่กัน
เซียนพู่กันเปลี่ยนจากผู้ควบคุม ไปเป็นผู้ถูกควบคุมแล้วในตอนนี้ ทั้งหมดเป็นเพราะเธอ
จี้ไจ่ “…”
เขามองวิญญาณที่จางลงเรื่อย ๆ พลังหยินรอบตัววิญญาณของเซียนพู่กันหายไปไม่น้อย
ตอนที่แสงอาทิตย์แรกสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง
เขามองเห็นวิญญาณของเซียนพู่กันตนนั้นชัดเจน มันหายไปในอากาศด้วยสีหน้าโล่งใจ
จี้ไจ่ “…”
สำหรับเขา เซียนพู่กันไม่ใช่วิญญาณร้ายที่ยากจะรับมือ
แต่สำหรับคนธรรมดา หากเซียนพู่กันอยากฆ่าใครก็ฆ่าได้ อยากทรมานใครก็ทรมานได้
แต่ตอนนี้…
วิธีการป้องกัน กลับง่ายมาก!
ซู่เซี่ยงหยางถอนหายใจ “คุณไม่คิดว่ามันน่าเหลือเชื่อเหรอ ที่น่าเหลือเชื่อกว่านั้น คือคนพวกนี้ ใช้ข้อมูลพวกนี้ มาสร้างรางวัลให้ตัวเองได้หลายล้าน”
“ตอนนี้วงการโบราณคดีกำลังบ้าคลั่งเลย คุณรู้ไหม?”
“วัน ๆ เอาแต่ไปขุดหลุมศพ ส่วนคนอีกกลุ่มใหญ่ก็รออันเชิญเซียนพู่กันตอนกลางคืน!”
ซู่เซี่ยงหยางเลือกมาอีกหนึ่งวิดีโอ
เป็นข่าวที่นักประวัติศาสตร์โบราณคดี ออกมาบอกว่ารางวัลสำหรับอักษรกระดูกสัตว์ สิ้นสุดลงแล้ว
จี้ไจ่ “…”
คำแปลอักษรกระดูกสัตว์ที่ใช้เวลามานานหลายปี ซึ่งหนึ่งตัวอักษรมีมูลค่าถึงหนึ่งแสน… จบลงแล้วเหรอ?
“นี่ยังไม่ใช่เรื่องเกินจริงที่สุดนะ!”