เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 534 คลี่คลายปัญหา และนำพาทุกอย่างกลับสู่สภาวะปกติ
- Home
- เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด
- บทที่ 534 คลี่คลายปัญหา และนำพาทุกอย่างกลับสู่สภาวะปกติ
บทที่ 534 คลี่คลายปัญหา และนำพาทุกอย่างกลับสู่สภาวะปกติ
ฉู่ลั่วหันหน้ามองไปทางสมาชิกตระกูลฝั่งทายาทคนที่สอง นัยน์ตาอันเงียบสงบของเธอมองสำรวจทุกคนอย่างเชื่องช้า
เดิมทีเป็นเพียงสายตาธรรมดา แต่กลับทำให้พวกเขารู้สึกราวกับถูกสแกนอย่างไรอย่างนั้น ราวกับว่าความลับทั้งหมดของพวกเขาถูกเปิดเผย
“เสาบุตรของคุณนั้นเป็นสีอ่อน บอกได้ว่าคุณมีลูกชายหนึ่งคนและลูกสาวหนึ่งคน แต่กลับเป็นลายเส้นที่ไม่มีอะไรเลย หมายถึงคุณไม่ได้ติดต่อกับลูกชายและลูกสาวเท่าไรนัก เพื่อเลี่ยงอันตรายจากทายาทคนแรก คุณให้ลูกชายและลูกสาวเปลี่ยนสกุลและตระกูล มีเพียงความเกี่ยวข้องทางสายเลือด แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกันทางตระกูล”
“คุณอารอง!” เฉินอันอี้จ้องมองตามสายตาของฉู่ลั่วพร้อมดวงตาเบิกกว้าง “ที่แท้คุณ… ยังมีลูกชายอีกคนหนึ่งและลูกสาวอีกคนหนึ่ง!”
อารองเฉินหลบเลี่ยงการจ้องมองของหลานชาย หันมาจ้องฉู่ลั่วเขม็ง “เธอต้องการคุกคามตระกูลเฉินของพวกเราใช่ไหม?”
ฉู่ลั่วเอ่ย “ทุกอย่างเป็นไปตามเหตุและผลค่ะ ฉันแค่มาแก้ปัญหาให้ทุกอย่างกลับสู่สภาวะปกติก็เท่านั้น”
“เหอะ! ฉู่ลั่ว ฉันตรวจสอบเรื่องของเธอมาแล้ว” อารองเฉินพ่นลมหายใจเยือกเย็น หรี่สายตาลงพร้อมกับเอ่ยข่มขู่ “เธอเป็นเพียงแค่เด็กสาวบ้านนอก ถึงจะเป็นลูกสาวแท้ ๆ ของตระกูลฉู่แล้วยังไงล่ะ? ด้วยสถานะของเธอในตระกูลฉู่ คิดว่าตระกูลฉู่จะออกหน้าเพื่อเธองั้นเหรอ?”
“เห็นอกเห็นใจคนอื่น หรือว่าเธอทำเพื่อสองคนนี้และคุกคามตระกูลฝั่งทายาทคนที่สองอย่างพวกเรางั้นเหรอ?”
“เธอกล้าหือกับตระกูล …แล้วตระกูลฉู่กล้าด้วยหรือเปล่าล่ะ?”
ฉู่ลั่วแค่นเสียงหัวเราะแผ่วเบาโดยไม่ได้ตอบคำถามของอารองเฉิน เพียงเอ่ยเสียงเรียบ “แค่รอจนถึงเที่ยงคืนเถอะ”
พ่อลูกตระกูลเฉินฝั่งทายาทคนแรกทอดถอนหายใจอย่างโล่งอก
พวกเขากังวลว่าฉู่ลั่วจะโอนอ่อนเพราะคำพูดนั้น
สมาชิกฝั่งทายาทคนที่สองเห็นสถานการณ์นี้อยู่ตลอด มีคนคุ้มกันพ่อลูกตระกูลเฉินและมีคนห้อมล้อมฉู่ลั่ว
ไม่ว่าจะเป่าหูอย่างไร พ่อลูกตระกูลเฉินเพียงยิ้มอย่างสงบนิ่งและตอบโต้ด้วยคำพูดเป็นครั้งคราว
ส่วนฉู่ลั่วนั่งลงบนเบาะรองและหลับตาทำสมาธิ
ไม่ว่าจะถูกข่มขู่หรือล่อลวงด้วยผลประโยชน์ ทำอย่างไรก็ไม่สะทกสะท้าน
จี้ไจ่เองก็ทำตามฉู่ลั่ว นั่งทำสมาธิเช่นกัน
“นี่มันบ้าอะไร! ก็แค่เด็กบ้านนอกคนหนึ่ง” สมาชิกฝั่งทายาทคนที่สองคนหนึ่งพุ่งเข้ามาด้วยความโกรธและพยายามจะผลักฉู่ลั่ว
ขณะกำลังพุ่งไปหา ก็มีลมพัดผ่านมา
ร่างกายเขาสั่นสะท้าน
มือที่กำลังเหยียดออกมานั้นถูกสายลมที่มองไม่เห็นขวางกั้นไว้และทำให้เขาร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด
ทันใดนั้น ฉู่ลั่วลืมตาขึ้นและชำเลืองมอง
ดวงตาคู่นั้นสงบนิ่งและเย็นชา
เพียงแค่ชำเลืองก็ทำให้คนที่เห็นพลันรู้สึกหนาวสะท้านไปทั้งหัวใจ แม้แต่เสียงร้องแห่งความเจ็บปวดก็ไม่สามารถเปล่งออกมาได้
เต๊ง เต๊ง เต๊ง!
เสียงนาฬิกาโบราณดังระงม ตอนนี้ถึงเวลาเที่ยงคืนแล้ว
ฉู่ลั่วลุกขึ้นยืน จี้ไจ่เองก็เช่นกัน สองพ่อลูกตระกูลเฉินฝั่งทายาทคนแรกเองก็ลุกขึ้นตามพวกเขา
เธอเดินไปยังประตูห้องรับแขก และเปิดประตูใหญ่อันหนักอึ้ง
เห็นได้ชัดว่าแมกไม้สงบนิ่ง แต่เมื่อประตูเปิดกลับมาสายลมแรงกลับพัดเข้ามา พัดแรงจนทำให้ทุกคนไม่สามารถลืมตาได้
เพียงชั่วขณะหนึ่ง อุณหภูมิภายในวิลล่าพลันลดต่ำชวนหนาวสะท้าน ความหนาวเย็นกัดกินกระดูกทำให้คนข้างในยกแขนขึ้นและถูไปมาอย่างอดไม่ได้
“คราวนี้คงได้เห็นผีจริง ๆ แล้ว”
“หุบปาก!”
ด้านหลังมีคนพูดคุยกันด้วยเสียงแผ่วเบา ราวกับว่าฉู่ลั่วไม่รู้ตัว
เธอเงยหน้าขึ้นมองไปทางหลุมฝังศพของบรรพบุรุษตระกูลเฉิน “เตรียมพร้อมแล้วหรือยัง?”
พ่อลูกตระกูลเฉินฝั่งทายาทคนแรกสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ “ครับ”
“งั้นเริ่มเลยเถอะ!”
สองพ่อลูกฝั่งทายาทคนแรกเดินออกมาจากห้องห้องหนึ่ง
ในมือของทั้งสองคนถือป้ายวิญญาณคนละหนึ่งอัน ด้านบนคลุมด้วยผ้าสีแดงสด
ฉู่ลั่วยืนอยู่หน้าประตู บอกกับพวกเขาทั้งสองคนว่า “ตามที่ฉันสอนพวกคุณไปเมื่อตอนกลางวันนะคะ ทันทีที่ออกจากประตูบานนี้ ให้เปิดผ้าแดงออก และเดินไปทามทิศทางที่ฉันบอกเมื่อตอนกลางวัน เดินไป ก็เรียกชื่อไปด้วย สิ่งสำคัญที่สุด คือไม่ว่าจะได้ยินเสียงอะไร อย่าหันหลังกลับ ให้เดินตรงไปอย่างเดียว”
ทั้งที่ด้านนอกมีไฟถนน ในสวนดอกไม้ก็มีไฟสว่าง แต่มันกลับมืดเสียจนทำให้คนรู้สึกหวาดกลัว
เฉินอันอี้สูดลมหายใจเข้าลึก “ทราบแล้วครับ”
สองพ่อลูกอุ้มป้ายวิญญาณเดินไปหน้าประตู ความหนาวเย็นที่มืดมิดพัดเข้ามาจากทั่วทุกทิศทาง ราวกับมีสายตานับไม่ถ้วนกำลังจ้องมองพวกเขาอยู่ในความมืด
พวกเขาเดินออกจากประตูไป และดึงผ้าแดงบนป้ายวิญญาณออก
พ่อเฉินถือป้ายวิญญาณของคุณปู่ไว้
ที่เฉินอันอี้ถืออยู่ก็เช่นเดียวกัน
สองพ่อลูกเดินผ่านประตูวิลล่าออกไป ก่อนจะแยกกันเดินไปทางประตูทั้งสองฝั่ง เดินไป ปากก็เรียกไปด้วยว่า
“คุณปู่ทวด ผมคือเฉินอันอี้”
“คุณปู่ ผมคือเฉินฟู่”