เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 551 เสียงเจี๊ยวจ๊าว
บทที่ 551 เสียงเจี๊ยวจ๊าว
กลางดึก
พวกปรมาจารย์ที่เตรียมตัวรอกันมาสิบกว่าชั่วโมงแล้วต่างมองหน้ากันไปมา พวกเขากินข้าวและนั่งเตรียมพร้อมรอกันอยู่ในโถงรับแขก
เวลาเที่ยงคืนซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พลังหยินแรงที่สุดได้ผ่านพ้นไปแล้ว แต่พวกผีเด็กขอชีวิตก็ยังไม่มาเลย
คนในตระกูลซ่งล้วนหาวกันหมด “ปรมาจารย์ พวกผีเด็กขอชีวิตนั่นจะมาไหม?”
“นั่นสิ! นี่มันตีหนึ่งแล้วนะ พวกเรายังต้องรออีกเหรอ?”
“งั้นกลับไปนอนกันดีไหม! เหลือคนไว้คอยดูอยู่ที่นี่ไม่กี่คนก็พอแล้ว”
ซ่งเฉินอี้เดินไปตรงหน้าของนักพรตผิงหยาง “ปรมาจารย์ ช่วยดูให้หน่อยได้ไหมครับว่าผีเด็กพวกนั้นจะมาตอนไหน? พวกเราจะอดหลับอดนอนกันแบบนี้คงไม่ได้หรอกครับ!”
นักพรตผิงหยาง “…”
เขาตกอยู่ในความเงียบท่ามกลางสายตาคาดหวังของทุกคน หลังจากพิจารณาอยู่สักพักก็เอ่ยปากบอก “ผีร้ายแบบนี้ดูได้ง่าย ๆ ที่ไหนกัน…”
ทันทีที่ได้ยินคำตอบนั้น ซ่งเฉินอี้ก็ค่อนข้างผิดหวัง
แต่เมื่อเห็นว่าปรมาจารย์ท่านอื่น ๆ ที่คนในตระกูลซ่งเชิญมาต่างก็ไม่สามารถบอกได้จึงโล่งใจ
“รออีกสักหน่อยเถอะ ช่วงห้าทุ่มถึงตีหนึ่งเป็นช่วงเวลาที่หยินหยางมาบรรจบกัน พลังหยินจะแรงที่สุด” นักพรตผิงหยางพูดออกมา
ทุกคนก็ทำได้แค่พยักหน้ากันไป
ร่างทรงหญิงที่เงียบมาโดยตลอด จู่ ๆ ก็พูดขึ้นมา “ฉู่ลั่วคนนั้นล่ะ เธอยังพักผ่อนอยู่เหรอ?”
“ก็แค่คนดังในอินเตอร์เน็ตเท่านั้นเอง คงจะกลัวตัวสั่นไปแล้วสิ” คนตระกูลซ่งคนหนึ่งพูดดูถูก “เธอจะมาเทียบกับปรมาจารย์แต่ละท่านได้ยังไงล่ะ”
ภิกษุเฒ่าประสานมือไหว้ ไม่พูดไม่จาอะไร
บาทหลวงผมบลอนด์ตาฟ้าเอ่ยออกมาอย่างคล่องแคล่ว “ปรมาจารย์ฉู่บอกว่าผีเด็กทั้งห้าจะปรากฏตัวตอนตีห้า คงจะไม่จริงหรอกใช่ไหม?”
ร่างทรงหญิงเองก็เงียบ ไม่พูดอะไร
นักพรตผิงหยางเม้มปาก “ตีห้าเป็นช่วงที่ดวงอาทิตย์เริ่มขึ้น เวลานั้นพลังหยินจะอ่อนแรงและพลังหยางก็จะแรงขึ้นเรื่อย ๆ พวกวิญญาณร้ายจะปรากฏตัวในเวลานั้นได้ยังไง?”
“อย่างนั้นตอนนี้ทำยังไงดี รอต่อไปเหรอ?”
ซ่งอวิ๋นไท่นั่งอยู่บนรถเข็น สภาพจิตใจเขาดูไม่ดีเลย หน้าก็ไร้สีเลือด แปะยันต์ไว้ที่ตัวและที่รถเข็นด้วย
“ท่านนักพรตว่ายังไงครับ?”
เขามองอีกฝ่าย
นักพรตผิงหยางตอบ “รอ …อีกไม่นานก็น่าจะโผล่มาแล้วล่ะครับ”
ที่บนกำแพงโถงรับแขกมีนาฬิกาบอกเวลาท้องถิ่นแขวนอยู่พร้อมกับเสียงติ๊กต่อกของมัน
เข็มวินาทีเคลื่อนที่ไปเรื่อย ๆ
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ตีหนึ่ง ตีสอง ตีสาม…
คนในตระกูลซ่งบางคนทนไม่ไหว ก็นั่งหลับอยู่บนเก้าอี้ และบางคนก็หลับอยู่บนโต๊ะ…
บางคนแม้จะไม่ได้หลับก็นั่งหาวอยู่ตลอด
บริเวณโดยรอบก็ไม่มีความเคลื่อนไหวแปลก ๆ อะไรทั้งนั้น
ร่างทรงหญิงถาม “หรือว่าจะเป็นตีห้าจริง ๆ?”
“เป็นไปไม่ได้” นักพรตผิงหยางยังยืนยัน
ซ่งเฉินอี้ง่วงจนทนไม่ไหวแล้ว เขาเก็บมือถือที่เอามาเล่นเกม “ท่านนักพรต ยังต้องรออยู่ไหมครับ?”
“ไม่ต้องแล้ว ช่วงเวลาที่พลังหยินแรงที่สุดยังไม่มาเลย พวกเขาไม่มาแล้วแน่ ๆ”
เทียบกับท่าทีง่วงนอนของคนอื่น ๆ สภาพจิตใจของพวกผู้บำเพ็ญก็เหลือทนแล้ว
นักพรตผิงหยางปัดฝุ่น “ไปพักผ่อนกันเถอะ! ผีเด็กคงไม่มาแล้ว!”
ซ่งอวิ๋นไท่พยักหน้าเช่นกัน “กลับไปนอนที่ห้องกันเถอะ!”
ทุกคนต่างก็แยกย้ายกันไป
คนในตระกูลซ่งหลายคนอยากจะเอาหน้า ต่างพากันทำงานแทนคนรับใช้ ทั้งถือผ้าห่ม ทั้งเข็นรถเข็น แกะยันต์ พาซ่งอวิ๋นไท่ไปส่งที่ห้อง
ซ่งเฉินอี้จึงไล่พวกน้อง ๆ และญาติออกไปทั้งหมด จนเหลือตัวเองอยู่ในห้องคนเดียว “พ่อครับ วันนี้ผมเฝ้าพ่อเองนะ!”
ไม่เอาหน้าตอนนี้แล้วจะไปเอาหน้าตอนไหนได้ล่ะ?
ซ่งเฉินอี้พยุงซ่งอวิ๋นไท่ไปนอน ส่วนตนเองนอนลงบนเตียงเดี่ยวข้าง ๆ ในหัวก็กำลังคิดว่าถ้าพ่อตายไป เขาจะได้ส่วนแบ่งทรัพย์สินเท่าไหร่?
และในเวลานั้นเอง ก็มีเสียงฝีเท้าดังมาจากที่ไหนไม่รู้ จากนั้นก็ได้ยินเสียงหัวเราะของเด็กตามมาด้วยเสียงใบไม้กรอบแกรบที่นอกหน้าต่าง เขาได้ยินชัดเจนทั้งหมด
คล้ายกับว่ามีอะไรบางอย่างกำลังใกล้เข้ามา…
แต่ภายในห้องกลับเงียบสงัด เงียบมากจนเขาได้ยินเสียงลมหายใจของซ่งอวิ๋นไท่ที่อยู่บนเตียงอีกเตียงหนึ่ง
ทำเอาขนหัวลุก หัวใจเต้นระรัว
เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ จนมาถึงหน้าประตูห้องนอนแล้วหยุดไป
เมื่อเสียงเด็กเจี๊ยวจ๊าวคล้ายกับว่ากำลังพูดคุยอะไรกันอยู่ พลันเงียบลงไป
ก็กลายเป็นว่ามีเสียงฝีเท้ามาปรากฏอยู่ในห้องนอนแทน…