เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 610 คืนชีพ
บทที่ 610 คืนชีพ
ฉู่หร่านเอ่ยด้วยน้ำเสียงคับข้องใจอย่างแผ่วเบา “ฉันไม่รู้ว่าลั่วลั่วไม่ชอบเครื่องประดับ เพียงแต่ว่าฉันชอบ ก็เลยอยากมอบสิ่งของที่ตัวเองชอบให้กับลั่วลั่ว คาดไม่ถึงว่าลั่วลั่วจะ….”
หลังพูดแบบนั้น หล่อนก็เอ่ยถามด้วยความสงสัยอีกครั้ง “แต่เธอยอมรับเครื่องประดับก่อนหน้านี้ที่แม่ให้ ทั้งยังยอมรับเครื่องประดับที่คนอื่นให้ด้วย ก็เลยคิดว่าเธอชอบ”
“เพราะว่าฉันเป็นคนให้ เธอก็เลยไม่ชอบใช่ไหม?”
หล่อนดวงตาแดงก่ำ จ้องมองฉู่ลั่วด้วยความโศกเศร้าและน้อยใจเป็นอย่างมาก
ฉู่ลั่วมองมาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “เธออยากมอบกำไลนี้ให้ฉันเหรอ?”
ฉู่หร่านพยักหน้า
ฉู่ลั่วถามต่อ “ของชิ้นนี้ ไม่ใช่ว่าคนอื่นยกให้เธอหรอกเหรอ? คนที่มอบกำไลนี้ให้รู้หรือเปล่าว่าเธอเอามาให้ฉันต่อ?”
ฉู่หร่าน “…”
ฉู่ลั่วสั่งสอน “เอาของขวัญที่ได้มาไปให้คนอื่นต่อ ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้ แต่เธอต้องถามคนที่มอบให้เธอก่อนว่าเขายินยอมไหม?”
หางเจียซิ่นที่อยู่ด้านข้างก็เอ่ยสนับสนุน “ใช่ ๆ พี่หร่านหร่าน ไม่ใช่ว่าพี่บอกว่าคุณหวงนั้นดีกับพี่มากหรอกเหรอ? มอบสิ่งของที่เขาให้มาไปให้คนอื่นตามใจชอบแบบนี้คงไม่ดีเท่าไรหรอก!”
ฉู่หร่านเอ่ย “ไม่ใช่เพราะฉันเห็นว่าลั่วลั่วโกรธ และต้องการปลอบโยนเธอหรอกหรือไง?”
“ฉันไม่ได้โกรธเลย” ฉู่ลั่วตอบด้วยน้ำเสียงสงบเป็นอย่างมาก
“แต่ว่า…”
“ไปเถอะ!” เฉียวโจวเดินเข้ามาและขัดบทสนทนาของพวกเธอ “ทางด้านหมู่บ้านเตรียมทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้พวกเราไปที่นั่นกันได้แล้ว”
“ไป ๆ ไปกัน พวกเรารีบไปกันเถอะ” หางเจียซิ่นเอ่ยเร่งเร้า
ตอนนี้เขาไม่อยากอยู่ภายใต้เลนส์กล้องเดียวกับฉู่หร่านเลยแม้แต่วินาทีเดียว
เพื่อกอบกู้ชื่อเสียงของตนเอง ฉู่หร่านคนนี้ยอมทำทุกวิถีทางโดยไม่สนใจสิ่งใดจริง ๆ!
หากเป็นพวกเขาน่ะช่างเถอะ แม้แต่พี่ลั่วที่ไม่ใช่คนภายในวงการบันเทิง หล่อนก็ยังต้องการใช้เป็นบันไดเหยียบย่ำขึ้นไป แบบนี้มันบ้าเกินไปแล้วหรือเปล่า!
ห้องไลฟ์เกิดความโกลาหล ทางทีมรายการได้พาแขกรับเชิญกับฉู่ลั่วและพวกเขาไปยังสถานที่รักษาแล้ว
มันอยู่ในลานตรงกลางหมู่บ้าน
ลานกว้างนั้นเป็นรูปวงกลม แบ่งเส้นถนนเป็นสี่เส้น เส้นถนนด้านบน ด้านล่าง ด้านซ้าย และด้านขวา
ตัดลานวงกลมนั้นออกเป็นสี่ส่วนเท่า ๆ กัน
และทิศเหนือกับทิศใต้นั้นมีคนยืนอยู่สองกลุ่ม
กลุ่มหนึ่งเป็นคนของตระกูลหวง ทุกคนสวมชุดไว้ทุกข์สีขาว ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งเป็นกลุ่มคนของชาวบ้านเหลี่ยงโถวสวมเครื่องแต่งกายสีดำ
จี้ไจ่เดินไปด้านข้างฉู่ลั่วพร้อมกับเอ่ยเสียงเบา “แปลก! สวมชุดไว้ทุกข์เหรอ?”
คนยังไม่ตายแต่กลับสวมชุดไว้ทุกข์?
นี่คงไม่ใช่การสาปแช่งให้อีกฝ่ายตายหรอกใช่ไหม?
ฉู่ลั่วเอ่ย “รอดูไปก่อน”
ผู้ใหญ่บ้านเดินเข้ามาพร้อมกับธูปใหญ่ภายในมือสามดอก จากนั้นโค้งคำนับให้กับกระถางธูปที่อยู่ตรงกลางสามครั้งและปักธูปใหญ่ลงไปภายในกระถางธูป
ฉู่ลั่วชำเลืองมองและพบว่าตรงข้ามกระถางธูปนั้นไม่มีอะไรเลย มีเพียงแค่ภูเขาขนาดใหญ่ที่อยู่ห่างไกลออกไป
สักการะความว่างเปล่าเหรอ?
หรือว่านี่เป็นเพียงกุศโลบายบางอย่างเท่านั้น
หลังบวงสรวงเสร็จ ผู้ใหญ่บ้านโบกมือ ถอยออกจากลานกว้าง
ทุกคนที่มุงอยู่ล้วนอยู่นอกลาน คนตระกูลหวงยกผู้เฒ่าหวงที่ลมหายใจรวยรินอยู่ที่ลานกว้าง
ชาวบ้านรอบ ๆ ต่างมองภาพนี้ด้วยความเคร่งขรึมขึงขัง ขณะที่คนตระกูลหวงยกผู้เฒ่ามาถึงกลางลาน ลมหยินจากไหนไม่รู้รำเพยมา พร้อมด้วยดินทรายปลิวว่อน จนทุกคนในที่นี้ลืมตาไม่ขึ้น
“คุกเข่า!”
ชาวบ้านจากหมู่บ้านเหลี่ยงโถวคุกเข่าท่ามกลางพายุทรายอย่างพร้อมเพรียง
จี้ไจ่เอ่ยกับเจ้านิกาย “คุณหวงตายแล้วครับ”
ฉู่ลั่วตอบอืม
เมื่อกี้เธอก็เห็น พริบตาที่พายุทรายกระหน่ำ วิญญาณของคุณหวงลุกพรึ่บ เห็นได้ชัดว่าสิ้นอายุขัย วิญญาณต้องกลับสู่ปรโลกแล้ว
ทว่า หลังวิญญาณคุณหวงออกจากร่าง… เขากลับยืนอยู่ข้างร่างกายของตัวเอง
“ไม่มียมทูตมารับวิญญาณ”
จี้ไจ่ขมวดคิ้ว ถ้าสิ้นอายุขัยแล้ว ในการตายตามปกติต้องมียมทูตมารับวิญญาณ
แต่นี่ไม่มี…
หลังคุณหวงสิ้นใจ พายุทรายยังไม่หยุด คนตระกูลหวงส่งคุณหวงให้คนจากหมู่บ้านเหลี่ยงโถว ก่อนพวกเขายกศพคุณหวงวนรอบลานกว้าง
พายุทรายรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ แรงจนแทบไม่เห็นคนที่อยู่ห่างออกไปเมตรกว่า
“นี่คือลมหยินจากปรโลก ยมทูตคงใกล้มาแล้วรึเปล่า?”
ฉู่ลั่ว “…”
รอจนคนจากหมู่บ้านเหลี่ยงโถวยกคุณหวงวนรอบลานกว้างถึงสามรอบ พายุทรายก็ค่อย ๆ ทุเลาลง กระทั่งพายุทรายหยุดชะงัก ชาวบ้านจึงวางคุณหวงลง
คุณหวงที่สิ้นใจไปแล้วได้ยืนอยู่บนพื้นอย่างมั่นคง ก้มมองแขนขาตัวเองด้วยความเหลือเชื่อ
“คุณพ่อ ไม่เป็นไรแล้วเหรอ?”