เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 617 คำพูดของเด็ก ๆ
บทที่ 617 คำพูดของเด็ก ๆ
เหยียนอันอี้เรียกความเป็นพิธีกรออกมา “หลังทุกคนพักผ่อนเรียบร้อยแล้ว เรามารวบรวมข้อมูลที่ต่างคนต่างได้มาจากการสอบถามกันนะครับ!”
หลังจากแบ่งทีมแล้ว
ทั้งสองฝ่ายรายงานข้อมูลที่ตนเองได้มาจากชาวบ้าน
“ฉันถามชาวบ้านมาแล้ว พวกเขาบอกว่าไม่ได้สักการะเทพเจ้าองค์ไหนเลย แต่ทุกครั้งที่ถึงช่วงเทศกาลสำคัญ พวกเขาจะไปทำพิธีบูชาที่จัตุรัสค่ะ”
“หมู่บ้านเพิ่งจะร่ำรวยขึ้นมาในช่วงไม่กี่ปีนี้เอง”
“ฉันถามในอินเทอร์เน็ต” เย่อวิ๋นชูพูดเหมือนมันเป็นความลับ “ฉันลองโพสต์ถามในอินเทอร์เน็ตว่ามีคนจากหมู่บ้านนี้อยู่หรือเปล่า คนที่สามารถบอกได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับหมู่บ้านนี้กันแน่ แต่ความคิดเห็นในนั้นมีทั้งจริงและเท็จ ฉันก็ไม่รู้จะแยกแยะได้ยังไง เลยเลือกคำพูดที่มีส่วนคล้ายคลึงกันออกมาค่ะ”
สาเหตุหลักคือชาวบ้านไม่เต็มใจที่จะตอบคำถามเหมือนเมื่อตอนเช้าแล้ว
พวกเขาพยายามปกปิด ถามอย่างตอบอีกอย่าง
“ถามในอินเทอร์เน็ตได้ด้วยเหรอ นี่ไม่ใช่การโกงเหรอ?” ทันใดนั้นฉู่หร่านก็เอ่ยปากขึ้น
เย่อวิ๋นชูทำหน้าไร้เดียงสา “โกงเหรอคะ? ทางทีมงานของรายการเหมือนจะไม่ได้บอกว่าใช้โทรศัพท์มือถือตรวจสอบไม่ได้นี่ ฉันเลยคิดว่าทำได้ ไม่ได้เหรอคะ?”
ฉู่หร่าน “…”
เย่อวิ๋นชู “…”
ทั้งสองคนมองตากัน หลังจากนั้นครู่หนึ่ง ก็หันหน้าไปคนละทาง
เหยียนอันอี้กดดันไปหมด
เหนื่อยใจจัง!
เขาเริ่มอยากจะถอนตัวออกจากรายการแล้ว
เย่อวิ๋นชูพูดต่อไป “คำตอบในอินเทอร์เน็ตมีทั้งจริงและเท็จ”
“มีคนบอกว่าตัวเองเป็นนักเรียนที่สอบผ่านและย้ายออกไปจากหมู่บ้านนี้ ยังเน้นย้ำว่าให้พวกเรารีบออกจากหมู่บ้านด้วย บอกว่าหมู่บ้านนี้ไม่ปลอดภัย”
“ยังมีคนบอกอีกว่าหมู่บ้านนี้ชั่วร้ายมาก คนที่ยังอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน เป็นชาวบ้านที่เกี่ยวข้องกับการบูชาบางอย่างทั้งหมด คนเหล่านั้นที่ไม่ยอมบูชา ถ้าไม่ย้ายออกจากหมู่บ้านไป ก็เป็นบ้าหรือไม่ก็ป่วยตายค่ะ”
“ยังมีอีก…”
เย่อวิ๋นชูพูดออกมาเยอะมาก พอพูดถึงประโยคสุดท้าย ขนแขนของเธอก็ลุกชั้นจนต้องลูบให้มันสงบลง “แต่คงไม่ใช่หรอกค่ะ ฟังดูเหมือนเรื่องแต่งเลย”
ฉู่ลั่วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงมองไปที่ฉู่หร่าน
หล่อนชะงักงัน
เย่อวิ๋นชูถามต่อ “พี่หร่านหร่าน ถามได้ความยังไงบ้างคะ? ชาวบ้านดูเหมือนจะชอบคุณมาก น่าจะบอกอะไรคุณหลายอย่างเลย!”
ฉู่หร่านเม้มปาก
บอกเยอะกับผีอะไรล่ะ!
เธอแค่ถามชาวบ้านแบบขอไปที จากนั้นก็ไปพูดคุยวางแผนเรื่องกำจัดฉู่ลั่วกับฝางไคจี้แล้ว
“ไม่ต่างจากที่พวกเธอถามมากหรอก”
เย่อวิ๋นชูมีสีหน้าผิดหวัง “อ๋อ!”
เธอค่อย ๆ หันกลับไป ไม่สนใจฉู่หร่านอีก แต่มองฉู่ลั่วด้วยดวงตาเป็นประกายแทน
“พี่ลั่ว ข้อมูลพวกนี้มีประโยชน์ไหมคะ?”
“มีประโยชน์สิ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ดีค่ะ!” ตอนนี้เย่อวิ๋นชูเป็นตัวแทนแฟนคลับที่คลั่งไคล้ฉู่ลั่วอย่างสมบูรณ์แล้ว
เหยียนอันอี้ก็เริ่มพูดคุยกับฉู่ลั่วเช่นกัน “ตอนแรกผมรู้สึกว่าหมู่บ้านนี้ปกติมาก แต่ตอนนี้กลับรู้สึกแปลกมากขึ้นเรื่อย ๆ เลยครับ”
“แปลกยังไงเหรอ?”
ดาราหนุ่มขมวดคิ้ว “พูดไม่ถูกเหมือนกัน แต่พอมองดูชาวบ้านพวกนี้อย่างละเอียด ก็รู้สึกแปลก ๆ ขึ้นมานิดหน่อยครับ”
“โดยเฉพาะ…” เขาครุ่นคิด “วันนี้น่าจะเป็นวันพุธ พูดกันตามหลักเหตุผลแล้ว เด็กในหมู่บ้านควรจะไปโรงเรียนกันสิครับ”
“แต่ผมเห็นว่าเด็กหลายคนไม่ได้ไปโรงเรียน ผมเลยลองถามออกไปประโยคหนึ่ง ก็มีเด็กอายุสิบเอ็ดสิบสองคนหนึ่งพูดอย่างภูมิใจว่า ต่อให้ไม่เรียนหนังสือ แต่ในอนาคตเขาก็จะร่ำรวยมากอยู่แล้ว!”
เมื่อนึกถึงเรื่องที่หมู่บ้านนี้ช่วยชีวิตคนเพียงคนเดียวก็ได้รับเงินจำนวนมากขนาดนั้น เหยียนอันอี้ก็ถอนหายใจออกมา “ถึงคำพูดนี้จะไม่ผิด แต่ผมก็รู้สึกแปลกอยู่ดีครับ”
ทุกคนควรมุ่งเน้นที่การศึกษา สังคมในปัจจุบัน ไม่น่าจะมีหมู่บ้านที่ไม่ให้ความสำคัญกับการศึกษาอยู่สิ!
ถ้าบอกว่าสาเหตุเพราะไม่มีเงิน อย่างนั้นก็พอเข้าใจได้
แต่เด็กพวกนี้สวมเสื้อผ้าแบรนด์เนม โทรศัพท์ที่ถืออยู่ก็เป็นโทรศัพท์มือถือแบรนด์ดังของต่างประเทศ
เป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนในหมู่บ้านจะไม่เห็นความสำคัญของการศึกษาเลย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้กฎการศึกษาภาคบังคับของประเทศ ต่อให้รักลูกชายมากกว่าลูกสาว ไม่ยอมให้ลูกสาวเรียนหนังสือ แต่ก็ยังมีเด็กผู้ชายจำนวนมากในหมู่บ้านที่ไม่ได้เรียนหนังสือเช่นกัน
“จะอาศัยเงินนี้เลี้ยงชีพไปตลอดชีวิตไม่ได้มั้งครับ!”