เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 619 ชอบเครื่องประดับไหม
กลางคืน
คืนนี้ไร้ดาว ร้างดวงจันทร์ เมฆดำปกคลุมทั่วท้องฟ้า
ชาวบ้านทุกครัวเรือนต่างก็เปิดไฟสว่าง
ฉู่ลั่วกับคนอื่น ๆ เดินตามหัวหน้าหมู่บ้านมาถึงหน้าโถงบรรพชน
“นี่คือโถงบรรพชนของหมู่บ้านเหลี่ยงโถวของเรา มีประวัติศาสตร์ยาวนานมาหลายร้อยปี”
ห้องโถงบรรพชนของหมู่บ้านเหลี่ยงโถวสร้างขึ้นตามลักษณะพิเศษในท้องถิ่น แต่ไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้รับการซ่อมแซมด้วยเงินก้อนใหญ่ ภายนอกจึงดูหรูหรามาก
และที่ด้านหน้าโถงบรรพชน มีชายคนหนึ่งสวมหน้ากากอนามัยกับหมวกยืนอยู่ ดูจากรูปร่างอายุไม่น่าจะถึงสี่สิบปี เขาดูมีชีวิตชีวา ไม่เหมือนคนป่วย
ผู้ใหญ่บ้านอธิบาย “รู้ว่าจะมีรายการมาถ่ายทำ แขกไม่อยากเปิดเผยใบหน้า ดังนั้นเลยต้องสวมหมวกกับหน้ากากอนามัยไว้ครับ”
“เข้าใจครับ เข้าใจ” แค่ยินยอมให้ไลฟ์สตรีม ก็เหนือความคาดหมายของเขาไปมากแล้ว เฉียวโจวไม่บีบบังคับ
ผู้ใหญ่บ้านกำชับเรื่องที่ต้องใส่ใจเมื่อเข้าไปในห้องโถงบรรพชนอีกครั้ง ครั้งนี้ไม่ได้มีชาวบ้านตามเข้าไปมากนัก แต่พวกเขาคุกเข่าอยู่ที่ด้านนอกโถงบรรพชนแทน แต่ละคนต่างก้มหน้าแสดงท่าทางเคารพบูชาออกมา
ฉู่ลั่วกับคนอื่น ๆ เข้าไปข้างใน
โถงบรรพชนน่าเกรงขามและงดงาม
มีป้ายวิญญาณวางเรียงอยู่ทั้งสองด้านซ้ายขวา หลายร้อยแผ่น
และตำแหน่งตรงกลางห้อง แขวนภาพวาดภาพหนึ่งไว้
ด้านหน้าของภาพมีม่านแดงแขวนไว้ เมื่อมองทะลุผ่านเข้าไปก็จะเห็นว่าบนภาพวาดนั้นไม่ใช่ภาพคน แต่เป็นภาพทิวทัศน์
จี้ไจ่เอ่ย “ไม่ได้บูชาคนจริง ๆ ด้วย”
โถงบรรพชนหากไม่ได้ไหว้บรรพบุรุษ ก็ไหว้สัญลักษณ์ประจำตระกูล น้อยมากที่จะบูชาธรรมชาติ
ภายใต้การแนะนำของผู้นำหมู่บ้าน ชายคนนั้นคุกเข่าลงบนเบาะรอง ทำการกราบสามครั้งคำนับเก้าครั้งด้วยความศรัทธา จากนั้นจึงหยดเลือดลงไปในชาม
ผู้ใหญ่บ้านยกชามใส่เลือดไปหลังม่าน แล้วเอาชามวางไว้หน้าภาพวาด
ผ่านไปสักพักหนึ่ง เขาก็ยกชามออกมาอีกครั้ง
“ใส่ความปรารถนาของคุณลงไปในชาม”
ผู้ชายคนนั้นหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากในอก ใส่เข้าไปในชาม
ผู้นำหมู่บ้านยกชามเข้าไปหลังม่านอีกครั้ง ผ่านไปสักพักจึงเดินออกมา บอกกับผู้ชายคนนั้นว่า “ความปรารถนาของคุณ จะเป็นจริง”
ผู้ชายคนนั้นขอบคุณผู้ใหญ่บ้านด้วยความดีใจ จากนั้นจึงหยิบกระเป๋าใบหนึ่งให้ผู้ใหญ่บ้าน
ผู้ใหญ่บ้านแบ่งเงินทั้งหมดนั้นต่อหน้ากล้องอีกครั้ง
[ว้าว ไม่หรอกมั้ง! เงินเยอะขนาดนี้เชียว!]
[วันนี้แค่วันเดียวแต่ละครอบครัวน่าจะได้ไม่ต่ำกว่าหนึ่งแสนหยวน! นี่เยอะกว่าเงินเดือนทั้งปีของฉันอีก]
[ฉันเห็นบางครอบครัวได้รับส่วนแบ่งสี่ถึงห้าแสนหยวนเลย รายรับเข้าเร็วสุด ๆ!]
[ไม่รู้ว่าหมู่บ้านนี้รับคนจากข้างนอกหรือเปล่า ฉันอยากไป ฉันศรัทธายิ่งกว่าพวกเขาอีก]
[ปกติหมู่บ้านแบบนี้จะไม่รับคนนอกนะ]
[แค่คนในหมู่บ้านก็แทบจะแบ่งไม่พอแล้ว จะรับคนนอกเข้าไปทำไมอีก]
ในตอนนี้เอง ผู้ใหญ่บ้านที่แบ่งเงินเสร็จก็เดินไปหน้ากล้อง พูดกับเหล่าแขกรับเชิญว่า “ทุกคนท่านได้เห็นแล้ว แม้ว่าหมู่บ้านของพวกเราจะสร้างเม็ดเงินได้มากมาย แต่ในหมู่บ้านมีเด็กผู้หญิงน้อยเกินไป”
“เฮ้อ! แต่เพราะการเดินทางในหมู่บ้านพวกเราไม่สะดวก ค่อนข้างล้าหลัง เด็กสาวที่ได้เรียนหนังสือก็ไม่มีใครยอมกลับมา”
“ถ้ามีเด็กสาวคนไหนยอมแต่งงานมาอยู่ที่หมู่บ้านของพวกเรา พวกเราจะมอบสินสอดให้มากมายแน่นอน ไม่เหมือนผู้ชายข้างนอกที่ไม่ยอมจ่ายสินสอดแค่แสนหยวนหรือแปดหมื่นหยวนให้ด้วยซ้ำ”
พูดจบแล้ว เขาก็ให้ชาวบ้านกลับไปพักผ่อน ส่วนตนเองก็ไปส่งฉู่ลั่วกับคนอื่น ๆ กลับที่พัก
“สถานการณ์ของหมู่บ้านเราก็แบบนี้แหละครับ เฮ้อ” ผู้ใหญ่บ้านถอนหายใจ “ถึงจะมีเงิน แต่ไม่มีคนยอมแต่งเข้ามาสักเท่าไหร่ เฮ้อ”
เขาถอนหายใจไป สายตาก็มองพิจารณาฉู่ลั่วกับหญิงสาวอีกหลายคนไปด้วย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งฉู่หร่าน สายตาของเขาจับจ้องที่เครื่องประดับบนศีรษะของหล่อนด้วยดวงตาเป็นประกาย “ชอบเครื่องประดับพวกนี้ไหมครับ?”
ฉู่หร่านพยักหน้า “ชอบค่ะ! ขอบคุณพวกคุณด้วยนะคะ”
“ชอบก็ดีแล้ว ชอบก็ดีแล้ว พวกเราทุกครอบครัวซื้อเครื่องประดับแบบนี้ได้อีกเยอะ ถ้าคุณชอบ พวกเราก็ยินดีซื้อให้”
ฉู่หร่าน “…”
ฉู่ลั่วกับจี้ไจ่มองหน้ากันโดยไม่พูดอะไร
คืนนี้ ทุกคนต่างก็พักอยู่ในหมู่บ้านเหลี่ยงโถว
กลางคืนมืดลงเรื่อย ๆ เสียงที่ฟังไม่ชัดเจนดังเข้ามาภายในบ้านพักจากทั่วทุกสารทิศ
ฉู่ลั่วกับจี้ไจ่ที่พักอยู่คนละห้องลืมตาขึ้นมาพร้อมกัน พวกเขาผลักประตูออกมาพร้อมกัน ก่อนจะเดินไปนอกบ้านพัก
เย่อวิ๋นชูที่สวมชุดนอนเอาเสื้อนอกมาคลุมตัวแล้วเดินออกมา “เป็นฉู่หร่านล่ะ!”
เธอชี้ไปยังฉู่หร่านที่เดินไปทางหน้าประตูบ้าน
ฝางไคจี้ก็เห็นเหมือนกัน เขารีบเดินตามไปอย่างร้อนใจ แต่เหมือนจะคิดอะไรขึ้นมาได้ จึงยืนนิ่งแล้วผลักฉู่จิงออกไป พร้อมพูดด้วยความร้อนรน “หร่านหร่านตกอยู่ในอันตราย นายยังไม่รีบไปอีก!”