เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 638 ขู่ลัทธิเต๋า
บทที่ 638 ขู่ลัทธิเต๋า
ฉู่ลั่วเงยหน้ามองเขา “คนในลัทธิเต๋าจะยอมตกลงไหมล่ะคะ”
“ไม่มีทางแน่นอน! นี่คุณจะทำให้ทั้งลัทธิเต๋าไม่มีที่ยืนนะ”
ฉู่ลั่วยิ้มมุมปาก “ถ้าเกิดทางการเข้าควบคุมลัทธิเต๋า แล้วผลักดันลัทธิเต๋าออกมาสู่สาธารณะ พร้อมให้องค์กรศักดิ์สิทธิ์มาจัดการเป็นกรณีพิเศษล่ะ ประชาชนจะว่ายังไง?”
ในตอนนี้ทางการมีความน่าเชื่อถือที่แข็งแกร่ง ประกอบกับที่เกิดเรื่องกับลัทธิเต๋าด้วย ถ้าทางการเป็นฝ่ายออกโรงละก็…
ซู่เซี่ยงหยางปรบมือพลางเอ่ย “วิธีนี้ยอดเยี่ยมเลย! เป็นการตัดทอนอำนาจของลัทธิเต๋า และพากลับมาสู่การควบคุมของประเทศ ถ้าเป็นแบบนี้…”
“ลัทธิเต๋าก็จะเสื่อมถอย เพราะไม่มีปรมาจารย์ลัทธิเต๋าอีกต่อไป”
ฉู่ลั่วสรุป
ซู่เซี่ยงหยาง “ห้ะ! ทำไมล่ะ?”
“แนวทางในการบำเพ็ญนั้นแตกต่างกันไป บางคนก็ดำเนินในแนวทางของการทำให้จิตสงบลดกิเลส บางคนก็ใช้แนวทางเจ็ดอารมณ์หกปรารถนา*[1] บางคนก็เข้าลัทธิเต๋าจากวิถีพุทธะ บางคนก็ใช้การฆ่าเข้าสู่ลัทธิเต๋า ผู้บำเพ็ญในลัทธิเต๋าส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในกฎหรอกค่ะ”
“ถ้าให้พวกเขาไปกำจัดปีศาจก็คงยอม แต่ถ้าให้พวกเขาอยู่ในกฎและมีคนคอยควบคุมอยู่ทุกที่ พวกเขาไม่ยอมแน่นอน”
ตอนนี้ผู้บำเพ็ญสิ้นหวังไปมากเพราะทางลัทธิเต๋าเข้มงวดมากเกินไป สำนักใหญ่ ๆ ของประเทศก็เกิดการขาดแคลนไม่มีผู้สืบทอด
ถ้าประเทศใช้อำนาจเข้าควบคุมลัทธิเต๋าในเวลานี้ เกรงว่าลัทธิเต๋าจะล่มสลายไปในไม่ช้า
ซู่เซี่ยงหยางนึกถึงบรรดาผู้บำเพ็ญที่ตนเองเคยติดต่อด้วยแล้วถอนหายใจออกมา
ผู้บำเพ็ญที่มีความสามารถส่วนใหญ่ล้วนละทางโลกไปหมด
ส่วนปรมาจารย์ที่เข้ามาในองค์กรศักดิ์สิทธิ์ตอนนี้ ล้วนมีความสามารถในระดับธรรมดากันทั้งนั้น
และเพราะเหตุนี้เอง การเข้าร่วมของฉู่ลั่วจึงทำให้องค์กรศักดิ์สิทธิ์ก่อตั้งขึ้นและดำเนินการตามปกติได้ ไม่อย่างนั้น มีเหรอที่องค์กรศักดิ์สิทธิ์กับลัทธิเต๋าจะมีอำนาจเท่าเทียมกัน
“ถ้าอย่างนั้น จะใช้วิธีนี้ขู่ลัทธิเต๋าเหรอครับ?”
“ค่ะ ขอแค่มีข่าวเผยแพร่ออกไปเพียงเล็กน้อย คนของทางลัทธิเต๋าจะเห็นด้วยกับการที่พวกเราเข้าไปแทรกแซงลัทธิเต๋าในเมืองอวิ๋น”
หลังจากพูดจบ ฉู่ลั่วก็ดูข้อมูลต่อ
ซู่เซี่ยงหยางทอดถอนใจแรง พลางขยี้ผมอย่างหงุดหงิด “พวกเรามีเป้าหมายเดียวกันกับลัทธิเต๋านั่นคือการกำจัดสิ่งชั่วร้าย แล้วทำไมถึงร่วมมือกันดี ๆ ไม่ได้ล่ะครับ?”
ฉู่ลั่วไม่ได้ตอบคำถาม
ผู้บัญชาการซู่ไม่ใช่คนในลัทธิเต๋า ย่อมไม่เข้าใจกฎของลัทธิอยู่แล้ว
กฎนับพันปีนั้นฝังลึกอยู่กับคนในลัทธิเต๋ามาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะครอบครัวชนชั้นสูงของนิกายที่มีรากฐานอย่างลึกซึ้ง ยิ่งไม่มีทางก้าวเข้าไปแทรกแซงเรื่องทางโลกง่าย ๆ หรอก
ซู่เซี่ยงหยางบ่นอยู่สักพักแล้วพูดขึ้นมา “ผมไปเตรียมเรื่องเมืองอวิ๋นนะ ส่วนคุณ… มั่นใจเรื่องสถานที่แรกหรือยังครับ?”
ฉู่ลั่วพยักหน้าพลางชี้สถานที่ในข้อมูล
“รถเมล์สายถนนหยินเฉวียนชนคน เลือกที่นี่เหรอ?”
“ค่ะ” ฉู่ลั่วจ้องมองที่ข้อมูล “มีแค่สถานที่นี้เท่านั้นที่เป็นค่ายกลนอก”
ค่ายกลนอก หมายถึงค่ายกลที่สร้างขึ้นจากการช่วยเหลือของสิ่งของภายนอก เช่นอุปกรณ์ต่าง ๆ
ส่วนค่ายกลใน ก็คือค่ายกลที่สร้างขึ้นจากพลังวิญญาณ มีจิตวิญญาณในตัวเองและอานุภาพกว่าค่ายกลนอก
“ค่ายกลทั้งเมืองอวิ๋นจะเป็นค่ายกลเล็ก ๆ รวมตัวกันเป็นค่ายกลใหญ่ เราจำเป็นต้องหาจุดเชื่อมของพวกมันให้เจอถึงจะทำลายการเชื่อมต่อระหว่างค่ายกลเล็กกับค่ายกลใหญ่ได้”
“ถนนหยินเฉวียนนี่ใช่จุดเชื่อมหรือเปล่า?”
“อื้ม มีแค่ที่นี่ค่ะ…” ฉู่ลั่วยังพูดไม่ทันจบ มือถือของเธอก็ดังขึ้นมาเสียก่อน
เธอหยิบขึ้นมาดูเห็นว่าเป็นเบอร์แปลก จึงกดตัดสายไป
วินาทีต่อมา มือถือก็ดังขึ้นมาอีก แล้วก็ยังคงเป็นเบอร์เดิม
ฉู่ลั่วจึงกดรับสาย ปลายทางเป็นเสียงของซ่งเชียนหย่าที่พูดอย่างโกรธเกรี้ยว “ฉู่ลั่ว ลูกมาที่นี่เลยนะ!”
“…” ฉู่ลั่วถาม “มีธุระเหรอคะ?”
“ถ้าลูกไม่มา ลูกก็อย่าคิดว่าจะพาเด็กที่ลูกเลี้ยงไว้ออกไปได้!”
ฉู่ลั่วขมวดคิ้ว “หนูจะไปเดี๋ยวนี้ค่ะ”
หลังจากวางสาย ซู่เซี่ยงหยางก็เอ่ยถาม “มีอะไรเหรอครับ? ตระกูลฉู่ทำให้คุณเดือดร้อนอีกแล้วเหรอ?”
ฉู่ลั่วเก็บข้อมูลนั้นไป “เสี่ยวยาอยู่ที่นั่นค่ะ”
ผู้บัญชาการซู่ทอดถอนใจ เขาไม่อยากพูดอะไรมากเรื่องตระกูลฉู่
แต่ก็ยังเอ่ยถามออกมาอย่างสงสัย “ผมว่าคุณก็ไม่ได้ผูกพันกับตระกูลฉู่เท่าไหร่นะ ทำไมถึงยังไม่ตัดขาดกับตระกูลฉู่ล่ะ?”
ฉู่ลั่วชะงักค้างไปทันที
เมื่อเห็นว่าเธอไม่ตอบ ซู่เซี่ยงหยางก็ไม่ได้ถามย้ำ เพียงบอกว่า “ถ้ามีปัญหาอะไรก็บอกมาได้นะครับ ตอนนี้คุณเป็นเจ้านิกาย ทั้งยังเป็นผู้นำองค์กรศักดิ์สิทธิ์อีก จะมีอะไรที่แก้ไขไม่ได้? อีกอย่าง… ยังมีตระกูลฮั่วของฮั่วเซียวหมิงที่คอยสนับสนุนคุณอยู่ด้วย”
ตระกูลฉู่เป็นตระกูลร่ำรวยก็จริง แต่ต่อให้เป็นตระกูลร่ำรวยที่มีอิทธิพลแค่ไหน ก็ไม่สามารถต่อต้านทางการได้หรอก
ยิ่งไปกว่านั้น ตระกูลฉู่เทียบกับตระกูลฮั่วไม่ติดเลย
ฉู่ลั่วพยักหน้า “ฉันรู้ค่ะ”
[1] เจ็ดอารมณ์หกปรารถนา หมายถึง เจ็ดอารมณ์คือ ยินดี โกรธ เศร้า กลัว รัก เกลียด ใคร่ ส่วนหกปรารถนาคือ ปรารถนาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ