เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 645 เขตอาเพศหยินหยาง
บทที่ 645 เขตอาเพศหยินหยาง
เหวินหวาเป็นปรมาจารย์ผู้เป็นที่นับหน้าถือตาของเมืองอวิ๋น เขาสวมชุดนักพรตลายแปดทิศสีเหลือง ในมือมีแส้ปัด ที่เอวมีน้ำเต้าสีม่วงอมทองห้อยไว้
เขาเดินไปอยู่ข้างกายฉู่ลั่วแล้วเอ่ยถาม “ท่านเจ้านิกาย ค่ายกลถนนหยินเฉวียนทลายยาก ก่อนหน้านี้พวกเราพยายามทลายค่ายกลนี้แล้ว แต่ทำยังไงก็ทลายไม่ได้”
“หลังสร้างป้ายรถเมล์สายถนนหยินเฉวียนขึ้น ทุก ๆ ปี รถเมล์สาย 709 สายถนนหยินเฉวียนเป็นต้องเกิดอุบัติเหตุ และต้องมีคนตายเจ็ดคน”
“ไม่มากไม่น้อย เจ็ดคนทุกปี และเกิดเรื่องหลังสามทุ่มเท่านั้น”
หลายปีมานี้เกิดอุบัติเหตุรถชนเสียชีวิตติดต่อกัน สำนักเต๋ามาตรวจสอบแล้ว พบว่าพื้นที่นี้มีพลังหยินหนาแน่นเกินไปเพราะค่ายกลคอยรวบรวมพลังหยิน แต่พวกเขาทลายค่ายกลไม่ได้ ได้แต่ให้รัฐบาลออกกฎ หลังสามทุ่มห้ามรถผ่าน
ปีต่อมามีรถส่วนตัวเกิดอุบัติเหตุที่ถนนหยินเฉวียนเช่นกัน และตายปีละเจ็ดคนเหมือนเดิม
นับแต่นั้นมา รัฐบาลก็ปิดถนนหยินเฉวียนหลังสามทุ่มตลอด
ที่จริง ถนนหยินเฉวียนตั้งอยู่ในตำแหน่งเมืองเก่าใจกลางเมืองอวิ๋น เป็นถนนหลักที่ใช้สัญจร เวลากลางวันพลุกพล่านไปด้วยผู้คน รถยนต์วิ่งผ่านไม่ขาดสาย มีเสียงคุยเจื้อยแจ้วดังสนั่น
แต่เมื่อถึงช่วงกลางคืนกลับวังเวงอ้างว้าง คนที่สัญจรไปมายอมอ้อมยังดีเสียกว่าผ่านทางนี้
“ทลายค่ายกลนี้ไม่ง่าย”
“เหอะ พวกเราทลายไม่ได้ ไม่ได้หมายความว่าท่านเจ้านิกายทลายไม่ได้!” ปรมาจารย์เมืองอวิ๋นคนหนึ่งเอ่ยเสียงแดกดัน
“วิชาค่ายกลและอาคมเป็นวิถีบำเพ็ญที่แตกต่างกัน ได้ยินมานานว่าวิชาอาคมและทักษะใช้ยันต์ของท่านเจ้านิกายยอดเยี่ยม เพียงแต่ไม่รู้ว่าแตกฉานวิชาค่ายกลด้วยหรือเปล่า”
จี้ไจ่ได้ยินคำพูดกระแหนะกระแหนที่พวกเขาพูดใส่ฉู่ลั่วแล้วสีหน้าชักไม่ดี
“ถ้าให้พูดถึงคนที่แตกฉานด้านทลายค่ายกลต้องยกให้ตระกูลจี้ ในอดีต พวกเราเชิญคนตระกูลจี้มาดูแล้ว พวกเขาบอกว่าค่ายกลนี้ทลายยาก หากจะทลายค่ายกล สิ่งปลูกสร้างทั้งเมืองอวิ๋นต้องถูกปรับเปลี่ยนทั้งหมด”
“จี้ไจ่ คุณทลายค่ายกลนี้ได้ไหม”
ปรมาจารย์คนหนึ่งถาม
จี้ไจ่มองค่ายกลใกล้ ๆ ถนนหยินเฉวียนแล้วส่ายหัว “นี่เป็นค่ายกลภายใน คิดจะอาศัยพลังมนุษย์ทลายเป็นเรื่องยากมาก”
“ท่านเจ้านิกาย คุณก็ได้ยินแล้วนี่ ไม่ใช่ว่าพวกเราเพิกเฉย แต่ค่ายกลนี้ทลายยาก”
ฉู่ลั่วไม่ได้สนใจคำโอดครวญของพวกเขา
“หยางกำเนิดเพียงลำพังไม่ได้ค่ะ… ที่นี่คือค่ายกลหยาง”
“พวกเรารู้ว่าที่นี่คือค่ายกลหยาง แต่ค่ายกลหยางเป็นค่ายกลธาตุไฟ บวกกับเวลากลางวัน สถานที่นี้มีผู้คนคับคั่ง พลังหยางอุดมสมบูรณ์ น่าจะเป็นพื้นที่ซึ่งมีพลังหยางสูงสุด”
“แต่ดันมีพลังหยินมารวมตัวกันมาก เป็นผลให้แต่ละปีต้องเกิดเหตุให้มีคนตายเจ็ดคน”
จี้ไจ่พยักหน้าและเอ่ยขึ้น “ถูกต้อง ป้ายรถเมล์ถนนหยินเฉวียนอยู่ในตำแหน่งไฟของแผนผังฮวงจุ้ยเมืองอวิ๋น น่าจะเป็นพื้นที่ซึ่งมีพลังหยางสูงสุด”
แต่บัดนี้…
เขาหันมองรอบ ๆ รู้สึกถึงพลังหยินแผ่ซ่านปกคลุม
คนธรรมดาเดินมาถึงนี่รู้สึกได้เพียงหวาดกลัว แต่ปรมาจารย์อย่างพวกเขารับรู้ได้ถึงพลังหยินอย่างแจ่มแจ้ง
“งานหยาบแล้ว”
ค่ายกลนี้พิศวงมาก เขาคิดไม่ออกจริง ๆ ว่าจะทลายมันได้ยังไง
“วิธีทลายค่ายกลหยางนี้ง่ายนิดเดียวค่ะ”
ฉู่ลั่วปริปากทำให้ทุกคนหันมอง เธอชี้ไปด้านหน้า “ที่นั่นน่าจะมีปั๊มน้ำมัน”
ซู่เซี่ยงหยางหยิบมือถือออกมาเปิดแผนที่ “ใช่แล้ว มีปั๊มน้ำมันจริง ๆ”
“ปั๊มน้ำมันคือเขตอาเพศหยาง”
ตามหลักฮวงจุ้ยแล้ว จะมีการแบ่งสถานที่ออกเป็นเขตอาเพศหยาง และเขตอาเพศหยิน หมายถึงสถานที่ที่มีหยางหรือหยินเข้มข้นจนขาดความสมดุล และทำให้เกิดผลร้ายตามมาได้
เขตอาเพศหยางมีอยู่มากมาย เช่น วัด โบสถ์ สถานที่ราชการ ศาล อัยการ สถานีตำรวจ สถานีดับเพลิง โรงไฟฟ้า ปั๊มน้ำมัน สถานีรถไฟ และอื่น ๆ
จี้ไจ่พยักหน้า “เขตอาเพศหยางอยู่ตำแหน่งธาตุไฟพอดี ส่งผลให้ค่ายกลหยางของถนนหยินเฉวียนยิ่งทวีความแข็งแกร่ง ทวีอานุภาพ”
เหวินหวากลับเอ่ยอย่างสงสัย “ต่อให้มีปั๊มน้ำมันแล้วยังไง นี่ก็ยังเป็นแค่ค่ายกลหยางอันทรงพลังอยู่ดี”
“จริงอยู่ ถ้ามีแค่ปั๊มน้ำมัน นอกจากเพิ่มพูนอานุภาพให้ค่ายกลหยางแล้ว ก็ไม่มีผลกระทบอื่นอีก”
ฉู่ลั่วเอ่ยต่อ “แต่… จุดตรงข้ามของถนนหยินเฉวียนคืออะไรล่ะ”
ซู่เซี่ยงหยางหยิบมือถือออกมาเตรียมหาอีกครั้ง
ไม่รอให้เขาได้ดู ก็ได้ยินปรมาจารย์คนหนึ่งพูดเสียงแผ่ว “คือทางแยกต่างระดับ มุ่งสู่หอฌาปนกิจที่ใหญ่ที่สุดของเมืองอวิ๋นไง”
ทุกคนหันมองทิศหอฌาปนกิจ ได้เห็นพลังหยินห้อมล้อมวนเวียนอยู่มหาศาล
เจ้านิกายหญิงเอ่ยต่อ “หอฌาปนกิจเป็นเขตอาเพศหยิน”
เหวินหวาส่ายหัวโต้แย้ง “เขตอาเพศหยางน่าสะพรึงกลัวเพราะมีหยางอัดแน่นเกินไป ก่อให้ผู้คนใช้ชีวิตประมาทโง่เขลา เป็นผลให้เกิดเรื่องร้าย”
“ส่วนเขตอาเพศหยินเพียงแค่ทำให้คนดวงกุด ประสบแต่ความทุกข์โศก”
“แต่ทั้งสองอย่างนี้ไม่มีทางทำให้เสียชีวิต”
“!?” จี้ไจ่กลับตาโตฉับพลัน “แต่ถ้าสองเขตอาเพศปะทะกัน หยินจะเป็นฝ่ายทวีความรุนแรงขึ้น ทำให้ผู้คนมีจิตอาฆาตสูง เกิดอันตรายถึงชีวิตได้”