เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 647 เป็นเพราะฉู่หร่านเหรอ
บทที่ 647 เป็นเพราะฉู่หร่านเหรอ
“รับปากเธอง่าย ๆ แบบนี้เลยเหรอ”
“เธอมีสิทธิ์อะไรมายุ่มย่ามกับสำนักเต๋าในเมืองอวิ๋นอย่างเรา ท่านเจ้านิกายคนก่อนยังไม่กล้าแทรกแซงตามอำเภอใจ”
“สิทธิ์ที่คนเขามีความสามารถ มองจุดสำคัญค่ายกลเมืองอวิ๋นของเราขาดในปราดเดียว” เหวินหวาขบกรามแน่นขณะพูด
เหล่าปรมาจารย์ในเมืองอวิ๋นที่เหลือสีหน้าเปลี่ยนกันหมด
“ถ้าเรื่องนี้แพร่ออกไป พวกเราจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน”
“เธอเล็งเห็นจุดนี้ของพวกเรานั่นแหละ”
ทุกคนเงียบ และต่างก็หันมองปรมาจารย์เหวินหวา
ปรมาจารย์เหวินหวาพรูลมหายใจ “มองฉันทำไม ไม่เต็มใจก็ไม่ต้องทลายค่ายกล เต็มใจก็ทลาย ไม่มีใครบีบบังคับพวกนาย”
ทุกคนเงียบกันไปอีกครั้ง
ไม่ได้บีบบังคับพวกเขาโจ่งแจ้งก็จริง แต่บีบบังคับอ้อม ๆ ก็ถือเป็นบีบบังคับเหมือนกันนะ
ขณะนั่งอยู่บนรถ ซู่เซี่ยงหยางยิ้มกว้าง “ก่อนหน้านี้ที่ไปหาพวกเขา มักไม่ค่อยสนใจเรา แล้วยังบอกว่าค่ายกลเมืองอวิ๋นทลายยากสุด ๆ เหอะ…”
จี้ไจ่จำต้องปกป้องปรมาจารย์เมืองอวิ๋น “ถ้าไม่ใช่เจ้านิกายออกหน้า พวกเราก็คงไม่อาจจัดการค่ายกลหยางนี้ได้ง่าย ๆ”
ไม่ใช่เพราะวิชาของปรมาจารย์เมืองอวิ๋นอ่อนหัด แต่ฉู่ลั่วเก่งกาจเกินไป
ปรมาจารย์ที่เหลือต่างพากันเอ่ยยิ้ม ๆ “อย่าว่าแต่พวกเขาเลย พวกเราก็ไม่รู้เหมือนกัน! ถ้าไม่ใช่ว่ามีเจ้านิกายชี้แนะ ผมยังคิดเลยว่าค่ายกลหยางวิเวกและค่ายกลหยินเอกานั้นค้ำจุนซึ่งกันและกัน”
หยินหยางประสาน นับเป็นค่ายกลชั้นเยี่ยม
หารู้ไม่…
“ผมก็คิดไม่ถึงเหมือนกัน ว่าจะเกี่ยวข้องกับการสัญจรของรถและรถไฟใต้ดินด้วย”
“การสัญจรของรถและรถไฟใต้ดินอยู่ในธาตุไฟ เป็นปกติที่สามารถกระเทือนพลังหยินและพลังหยาง โอ๊ย ทำไมผมถึงคิดไม่ถึงนะ…”
“เจ้านิกาย พอคุณไปถึงก็เห็นความไม่ปกติทันทีเลยเหรอ”
ฉู่ลั่ว “อืม”
ความเงียบปกคลุมในรถชั่วขณะ
ปรมาจารย์ทั้งหลายตื้นตันขึ้นมาเหลือแสน “สมเป็นผู้นำองค์กรแล้ว”
“สมเป็นท่านเจ้านิกายสำนักเต๋าของเรา เก่งกาจจริง ๆ!”
“ปรมาจารย์ฉู่เก่งกาจขนาดนี้ คิดแล้วหลังจากนี้เหล่าปรมาจารย์ในสำนักเต๋าคงต้องสงบเสงี่ยมลงบ้าง”
จี้ไจ่เห็นปรมาจารย์ทั้งหลายพากันมองฉู่ลั่วด้วยความเลื่อมใส มุมปากยกยิ้มขึ้นมา
ดูท่า สถานะของฉู่ลั่วในสำนักเต๋ากำลังจะสูงขึ้นอีกแล้ว เหล่าพลพรรคที่ดูถูกดูแคลนเฝ้ามองห่าง ๆ ต้องเลือกแล้ว
ผู้บำเพ็ญถือผู้แข็งแกร่งเป็นใหญ่
…
รถมาจอดหน้าโรงแรม ก่อนคนทั้งหมดลงจากรถ
ซู่เซี่ยงหยางและฉู่ลั่วคุยกันสองสามประโยค แล้วบอกฉู่ลั่วว่า “นั่น คนตระกูลฉู่มา”
ฉู่จิงที่นั่งบนโซฟาในห้องโถงลุกขึ้นยืน แล้วกำลังมองพวกเขาด้วยสายตาร้อนใจ
ฉู่ลั่วให้คนอื่นขึ้นไปก่อน ฉู่จิงก้าวฉับ ๆ เข้ามา “ฉู่ลั่ว ตอนนี้เธอว่างอยู่ไหม ฉันมีเรื่องต้องถามเธอ”
ฉู่ลั่วครุ่นคิด แล้วพยักหน้ารับ “ไปคุยกันข้างนอก”
ทั้งคู่มาอยู่นอกโรงแรม ฉู่จิงขยี้ผมตัวเองด้วยความหงุดหงิด แล้วเล่าเรื่องเมื่อตอนเที่ยง
“ตอนจั่วโยวโยวเห็นหร่านหร่านก็มีท่าทีเปลี่ยนไป” ยามเขาพูด น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย
ฉู่ลั่ว “อืม! คุณอยากถามอะไร”
ท่าทางเรียบเรื่อยของเธอทำให้ฉู่จิงมีหน้าตาไม่อยากเชื่อ
แต่เมื่อเห็นสีหน้าเย็นชาของฉู่ลั่วแล้ว เป็นต้องกลืนคำพูดโอดครวญกลับไป “ฉันอยากรู้ว่า ฉันกับจั่วโยวโยวมีเสี่ยวยาด้วยกันได้ยังไง ทำไมฉันจำอะไรไม่ได้เลย”
ในความทรงจำของเขา มีเพียงแวบเดียวที่ได้พบหน้าจั่วโยวโยว
แต่จั่วโยวโยวและเสี่ยวยากลับมีปฏิกิริยารุนแรงต่อชื่อของเขา
โดยเฉพาะจั่วโยวโยว แค้นเขาถึงขั้นอยากฆ่าให้ตายชัก
“มองไม่ออก”
“อะไรนะ”
“ฉันมองอดีตของคุณกับจั่วโยวโยวไม่ออก”
ฉู่จิงตาโต “จะมองไม่ออกได้ยังไง ตอนเธอไลฟ์ เธอมองเห็นอดีตและอนาคตของคนพวกนั้นทั้งหมด ทำไมของเราสองคนเธอกลับ…”
เขากลืนคำพูดกลับลงไป คำตอบเหลือเชื่อหนึ่งเด้งเข้ามาในหัว “เป็นเพราะ…หร่านหร่านเหรอ”
ฉู่ลั่วไม่ตอบ แต่เอ่ยขึ้น “ดวงชะตาของคุณถูกบดบัง ไม่ว่าอดีตหรืออนาคต ฉันมองไม่ออกทั้งนั้น”
“แต่เธอมองออกว่าเสี่ยวยาเป็นลูกสาวของฉัน”
“นั่นเพราะวังบุตรธิดาในดวงชะตาคุณเผยออกมา แต่ฉันมองวังคู่ครองไม่ออก”
เห็นวังบุตรธิดา แต่ไม่เห็นวังคู่ครอง?
ไม่รู้เรื่องอะไรแวบเข้ามาในหัวฉู่จิง “เป็นเพราะฉู่หร่านเหรอ เป็นเพราะเธอใช่ไหม”
ฉู่ลั่วไม่ตอบ เพียงแต่เอ่ย “จั่วโยวโยวเป็นลูกสาวตระกูลจั่วแห่งเมืองเจียง ก่อนหน้านี้ฉันเคยพยากรณ์ พบว่าฉันกับลูกสาวพวกเขามีวาสนาต่อกันนิดหน่อย”
“เวลานี้วาสนานั้นมาถึงแล้ว ฉันจะพาพวกเธอสองแม่ลูกไปกราบไหว้สุสานตระกูลจั่ว”
ฉู่จิงกลับจับแขนฉู่ลั่วไว้ “เป็นเพราะฉู่หร่านเหรอ เป็นเพราะเธอใช่ไหม”
ฉู่ลั่วเม้มปาก ดึงแขนตัวเองออก “เรื่องที่ไม่มีหลักฐานจะพูดส่งเดชไม่ได้ ฉู่หร่าน…”
เธอเว้นจังหวะ “ถึงยังไงฉู่หร่านก็เป็นคุณหนูตระกูลฉู่ เติบโตมาด้วยความรักของตระกูลฉู่ สุ่มสี่สุ่มห้าสงสัยไม่ได้”
“ถ้าไม่มีเรื่องอื่น ฉันขอตัวก่อน”
เธอหันหลังกลับเข้าโรงแรม
ส่วนฉู่จิงยืนอยู่ที่เดิม เขานิ่งค้างอยู่อย่างนั้น
ที่ฉู่ลั่วพูดมาหมายความว่ายังไง?