เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 652 พิษกู่กับวิชากู่
บทที่ 652 พิษกู่กับวิชากู่
ฉู่ลั่วเห็นช่องความคิดเห็นมีความคิดเห็นเข้ามาเยอะมาก จึงบอกว่า “ไม่ใช่โรคระบาดค่ะ ทุกคนอย่าเพิ่งแตกตื่น”
เมื่อเดินไปถึงหน้าห้องพักผู้ป่วย เธอก็เคาะประตู ประตูห้องพักผู้ป่วยเปิดออก เผยให้เห็นหมอเลี่ยวสวมชุดเต็มยศ ขมวดคิ้วมองฉู่ลั่ว “คุณเข้ามาทั้งอย่างนี้เลยเหรอ?”
ฉู่ลั่วเอ่ย “ฉันบอกแล้วค่ะ นี่ไม่ใช่โรคระบาด และไม่สามารถแพร่เชื้อได้ด้วย”
บนเตียงผู้ป่วย มีเด็กผู้ชายอายุประมาณเจ็ดแปดขวบนอนอยู่ด้วยสภาพอย่างกับศพ
[ให้ตายสิ นี่คืออะไรเนี่ย! ถูกพิษเหรอ?]
[เกิดอะไรขึ้นกับเด็กคนนี้เหรอ ฉันตกใจหมดเลย!]
[น่าสงสารจัง!]
[ในฐานะที่เป็นแม่คน ไม่สามารถเห็นภาพแบบนี้ได้เลย ถ้าเกิดว่าเป็นลูกของฉัน คงปวดใจมากแน่นอน]
พ่อแม่ของเด็กต่างสวมชุดป้องกันยืนอยู่ข้างเตียง เด็กผู้ชายที่นอนอยู่บนเตียงกำลังลืมตา แต่ดวงตาทั้งสองข้างกลับเขียวคล้ำ สีหน้าซีดเซียวอย่างมาก
ใบหน้านี้ดูน่ากลัวและน่าสงสารไปพร้อมกัน
กล้องจับภาพไปที่เด็กน้อย ถ่ายจากบนลงล่าง เด็กน้อยไม่ขยับเขยื้อน มีเพียงลูกตาที่กลอกไปมาเท่านั้น
“เด็กคนนี้ถูกพิษกู่ค่ะ เป็นยาพิษชนิดหนึ่ง”
“พิษกู่?” หมอเลี่ยวถามด้วยความสงสัย
“ค่ะ กู่แบ่งออกได้หลายประเภท ยาพิษกู่คือหนึ่งในนั้น” ฉู่ลั่วเดินเข้าไป นั่งลงข้างเตียงผู้ป่วย “ยาพิษกู่มักจะถูกฝังไว้ที่ตัวเด็ก เด็กที่ถูกยาพิษกู่ เริ่มแรกมักจะชอบขยี้ตาหรือคันตามใบหน้า เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว ร้องไห้หลังพระอาทิตย์ตก และมีอาการหวาดกลัวเวลากลางคืน”
พ่อแม่ของเด็กน้อยพยักหน้าอย่างแรง
“และระยะหลัง อาการจะยิ่งหนักขึ้น ตาเขียวคล้ำหน้าเหลืองซีด ปากแห้งและไอ อุจจาระเหลว กล้ามเนื้อเขียวช้ำและมีอาการปวด มีกลิ่นปาก จมูกแห้ง ริมฝีปากดำ รากฟันเน่า”
หมอเลี่ยวเปิดปากของเด็กน้อยออก ก็เห็นว่าฟันด้านใน เริ่มเน่าผุแล้วจริง ๆ
ฉู่ลั่วสรุป “นี่คืออาการถูกยาพิษกู่ค่ะ”
“ท่านปรมาจารย์ ลูกของฉันจะรอดหรือเปล่าคะ?”
“ท่านปรมาจารย์ ของเพียงช่วยชีวิตลูกของผมได้ ให้ผมทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น!”
“ใครกันแน่ที่คิดทำร้ายลูกของฉัน?! มีอะไรไม่พอใจทำไมไม่มาลงที่ฉัน ทำไมต้องทำร้ายลูกของฉันด้วย?”
สองสามีภรรยาขอร้องอ้อนวอนฉู่ลั่วไปด้วย ด่าทอด้วยความโกรธอย่างไร้หนทางไปด้วย
ฉู่ลั่วตอบ “ช่วยได้ค่ะ พวกคุณแค่ต้องเตรียมมีดเชือดหมูมาหนึ่งเล่ม เป็นมีดที่เคยดื่มเลือดฆ่าหมูมาก่อนนะคะ จากนั้นก็เตรียมไก่ตัวผู้มาหนึ่งตัว กับธูปเทียนอีกหนึ่งชุดก็พอแล้วค่ะ”
พ่อแม่ของเด็กน้อยรีบพูด “พวกเราจะไปเตรียมเดี๋ยวนี้เลย”
หมอเลี่ยวยังคงขมวดคิ้ว “แค่เตรียมของพวกนี้ก็ได้แล้วเหรอ? แม้แต่ยาจีนก็ไม่ต้องใช้เลยเหรอ?”
ผู้ชายที่ถูกพิษกู่ก่อนหน้านี้อย่างน้อยก็ยังต้องทานยาจีน
แต่กรณีเด็กสองคนนี้ ของที่ให้เตรียม เห็นได้ชัดว่าเป็นของที่กินไม่ได้
“ไม่ต้องทานยาค่ะ …ครั้งนี้ไม่ต้อง” เธอพูดอธิบายต่อหน้ากล้อง “ระหว่างนี้ พวกเรามาอธิบายที่มาของวิชากู่ในเมืองอวิ๋นกันดีกว่าค่ะ”
“วิชากู่กับพิษกู่นั้นมาจากคนละสายกันค่ะ วิชากู่มีต้นกำเนิดมาจากชนเผ่าจิ่วหลีตั้งแต่โบราณ เป็นบรรพบุรุษของชนผ่าเหมียว เผ่าฉือเหมียว หรือที่รู้จักกันในชื่อเผ่าฉือโหยว”
“ส่วนพิษกู่นั้นเพราะปีศาจสาวนามว่าเหมิ่งหยวนลี่ แปลงวิชากู่ให้แยกออกเป็นห้าสาขา เรียกว่า เบญจวิชาที่กระจายไปทั่วแผ่นดินจงหยวน ทะเลทางใต้และเหนือล่วนเป็นฝีมือของผู้หญิงคนนี้ พิษกู่เป็นการรวบรวมพลังหยินและความชั่วร้ายในโลกมากลั่นเป็นยาพิษ หมักบ่มพิษมีตัวหนอน และหนอนที่ได้รับการบ่มเพาะนั้นก็คือกู่นั่นเอง ต่อมาเหมิ่งหยวนลี่ถูกฟ้าผ่าตาย แต่พิษกู่ที่เธอสร้างขึ้นกลับแพร่กระจายไปทั่วโลก”
ฉู่ลั่วมองไปยังเด็กชายที่อยู่บนเตียงผู้ป่วย “และพิษที่เด็กคนนี้โดน ก็คือพิษกู่ชนิดหนึ่งในเบญจวิชา เรียกว่า ยาพิษกู่ค่ะ”
“ยาพิษกู่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าวิชาเล่ห์เจ้าสาว หากนำเสื้อผ้าหรือเหรียญที่ใส่กู่ไปวางไว้บนถนน ใครก็ตามที่เก็บกลับบ้านไป ตัวเองหรือคนทั้งครอบครัวก็จะถูกพิษกู่ฆ่าตาย”
“เบญจวิชา เป็นวิชาพิษกู่ที่มีอานุภาพรุนแรงมาก”
“มีจุดประสงค์เพื่อคร่าชีวิตคน”
“แต่ถ้าต้องการแก้พิษกู่ชนิดนี้ ก็ง่ายมากเช่นกันค่ะ”
ขณะที่กำลังพูด พ่อแม่ของเด็กน้อยก็เอาของที่ฉู่ลั่วต้องการกลับมาทั้งหมดแล้ว
ริมฝีปากของฉู่ลั่วยกขึ้น แต่ในดวงตากลับมีความเยือกเย็นแฝงอยู่ “ตอนนี้ให้พวกเรากำจัดพิษกู่นี้นะคะ!”