เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 664 ฉู่หร่านคิดจะทำอะไรกันแน่
บทที่ 664 ฉู่หร่านคิดจะทำอะไรกันแน่
รอจนคุณหมอรักษาใบหน้าฉู่จิงเรียบร้อยแล้ว พี่หมิงก็เริ่มติดต่อโรงพยาบาลศัลยกรรม
ฉู่จ้านเองก็รีบโทรหาที่บ้านเพื่อบอกอาการของพี่ชายรองให้ครอบครัวรู้
เมื่อวางสาย เขาหันมองรอบ ๆ ไม่เห็นฉู่จิงจึงเอ่ยถาม “พี่ชายผมล่ะครับ?”
พี่หมิงชี้ตรงหัวมุมบันได “นายไปปลอบเขาเถอะ”
ฉู่จ้านพยักหน้าเดินไปหาพี่รอง แต่ไม่ทันเข้าใกล้ ก็ได้ยินเสียงแฝงไว้ซึ่งความยินดีของฉู่จิงกำลังคุยโทรทัพท์
“ตอนนี้ผมเสียโฉมแล้ว เป็นผลสะท้อนกลับจากที่ผมทำร้ายฉู่หร่านใช่ไหมครับ”
“ถ้าเป็นแบบนี้ กรรมที่ตกอยู่กับสองแม่ลูกเบาลงได้บ้างแล้วใช่ไหมครับ”
“พี่ใหญ่ ช่วยถามฉู่ลั่วให้ผมทีนะครับ เท่านี้พอหรือยัง ถ้ายังไม่พอ ผมจะยอมออกจากวงการบันเทิงครับ”
“หน้าผมเสียโฉม ไม่เหลืออนาคตในหน้าที่การงาน ชดใช้เท่านี้พอไหมครับ”
ฉู่จ้านนิ่งฟังคำพูดพี่ชายอย่างอึ้งกิมกี่
เขานับถือพี่ชายทั้งสองมาตลอด
พี่ใหญ่ที่สุขุมเรื่อยมา พี่รองที่หยิ่งทะนงอยู่เสมอ
ทว่าพี่รองที่หยิ่งทะนง วันนี้กลับ… กลับใช้น้ำเสียงอ้อนวอนถึงเพียงนี้
เขานิ่งฟังอยู่พักหนึ่ง ยิ่งฟังยิ่งตะลึง อยากปราดเข้าไปคาดคั้นพี่รอง แต่ก้าวอย่างไรก็ก้าวไม่ออก
สุดท้ายก็ได้ยินเพียงฉู่จิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงปวดร้าวเหลือแสน “พี่ใหญ่ ทั้งหมดนี้เป็นความผิดของผม ต่อให้ต้องชดใช้กรรม ก็ควรเป็นผม ทำไมต้องทำร้ายพวกเธอสองแม่ลูกด้วย”
“พวกเธอทำอะไรผิด ทำไมต้องทำร้ายกันขนาดนี้”
“ฉู่หร่านตั้งใจจะทำอะไรกันแน่”
หลังฉู่จิงวางสาย ฉู่จ้านรีบหลบไปอยู่อีกด้าน ขมวดคิ้วมองแผ่นหลังพี่ชายรอง
พี่หมิงมองฉู่จิงที่เดินกลับมา “ฉันติดต่อโรงพยาบาลศัลยกรรมไว้แล้ว คุณหมอศัลยกรรมชื่อดังของประเทศ H จะผ่าตัดด้วยตัวเอง เขาอ่านประวัติการป่วยของนายแล้ว บอกว่าสถานการณ์อย่างนี้รับรองได้ว่าไม่ทิ้งแผลเป็นบนใบหน้า แต่ต้องใช้เวลาพักฟื้นหลายเดือน”
“นายดูตัวเองสิ ทำไมถึงไม่รู้จักระวังตัวขนาดนี้ ทำให้ใบหน้าตัวเองเป็นแผลจนได้ ตอนนี้เราต้องหยุดตารางงานทั้งหมด ต้องจ่ายค่าผิดสัญญาอีกก้อนใหญ่”
“เฮ้อ…”
“พี่หมิง ผมจะออกจากวงการบันเทิง”
พี่หมิงที่ยังบ่นกระปอดกระแปดชะงักกึก มองฉู่จิงด้วยความตะลึง “นายพูดเรื่องบ้าอะไร”
ฉู่จิงเอ่ย “ผมเสียโฉมไปแล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องอยู่ในวงการบันเทิงแล้ว”
“สมองนายมีปัญหาเหรอ! นายคือฉู่จิง ราชาภาพยนตร์ฉู่จิง ถึงแม้ใบหน้าของนายจะสำคัญ แต่ฝีมือการแสดงของนายก็ล้ำค่าเหมือนกันเข้าใจไหม” พี่หมิงกลอกตา “ยิ่งไม่ต้องพูดเรื่องหน้านายยังมีทางแก้ ต่อให้หน้านายไม่มีทางแก้ ลำพังฝีมือการแสดงของนายก็มีที่ยืนในวงการบันเทิงอยู่ดี ทำไมต้องออกด้วย”
ฉู่จิงเพียงแต่ส่ายหน้าอย่างหมดอาลัยตายอยาก “ผมเสียโฉมแล้ว ไม่จำเป็นต้องอยู่ในวงการบันเทิงแล้ว พี่หมิง พี่จัดการเรื่องงานแถลงข่าวด้วยนะ…”
“นาย…”
ฉู่จิงเอ่ยต่อ “ต่อให้ผมไม่อยู่บนจอแล้ว ผมก็มีหุ้นของบริษัท พวกเรายังเป็นเพื่อนร่วมงานกันอยู่ และพี่หมิงก็ยังมีอินฮวาในมือ ตอนนี้เธอกำลังได้รับความนิยม ฝีมือการแสดงก็ดี ผู้ชมชื่นชอบเธอไม่น้อย เป็นเป้าหมายที่บริษัทฟูมฟักได้”
พี่หมิงกลับถอนหายใจ “ตอนนี้อินฮวาไม่ไหวแล้ว”
“…อะไรนะ?”
คฤหาสน์ตระกูลฉู่
ฉู่จ้านกลับมาถึงก็เห็นพ่อแม่นั่งอยู่ที่โต๊ะ กำลังคีบอาหารให้ฉู่หร่าน
“หร่านหร่านของเราไม่โกรธแล้วใช่ไหม”
“พี่รองของหนูไม่รู้เรื่อง ไม่ต้องไปสนใจเขา”
“พวกเราตามใจเขาจนเสียนิสัย…”
สามคนครอบครัวสุขสันต์เหลือเกิน
เดิมฉู่จ้านไม่รู้สึกว่าแปลกอะไร แต่สมองกลับนึกไปถึงภาพฉู่จิงซึ่งมีเลือดเต็มใบหน้าอย่างไม่ทราบสาเหตุ
นึกถึงที่คุณหมอถามว่าทำไมแผลถึงปริออกครั้งแล้วครั้งเล่า
นึกถึงที่ฉู่จิงบอกว่าเขาจะออกจากวงการบันเทิง
“แม่ครับ พ่อครับ พี่รองเขา…”
“ไม่ต้องพูดถึงเจ้าเด็กบ้านั่น!” ซ่งเชียนหย่าตัดบทฉู่จ้านทันที “ขอแค่ไม่ตายก็พอ รีบมากินข้าวเย็นได้แล้ว”
ฉู่จ้านกะพริบตา ภาพฉู่จิงซึ่งมีเลือดเต็มใบหน้าผุดเข้ามาในหัวอีกครั้ง
เขาส่งเสียง “หน้าของพี่รอง…”
“พี่สาม เรื่องหน้าของพี่รอง หนูไม่ได้ตั้งใจนะคะ เป็นเพราะจู่ ๆ พี่รองจับหนูไว้ หนูตกใจเกินไปถึงได้ไปกรีดหน้าเขาเข้า”
“พี่รองโกรธหนูมากเลยใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นหนูจะไปขอโทษเขาค่ะ!”
“หนู…”
ฉู่จ้านรีบโบกมือ “เปล่า พี่รองไม่ได้โกรธ พี่รองแค่…”
“พอได้แล้ว!” ฉู่เหว่ยฮ่าวพรูลมหายใจ “ลูกผู้ชายบาดเจ็บที่หน้านิดเดียว มีอะไรต้องตื่นตูม”
“ถ้าไม่ใช่ว่าเขาทำร้ายหร่านหร่าน หร่านหร่านจะทำร้ายเขาเหรอ”
ซ่งเชียนหย่าพยักหน้าตาม “หรือเขาคิดจะถือสาหร่านหร่านอีก”
“เปล่าครับ พี่รองไม่ได้ถือสาหร่านหร่าน พี่รองแค่…”
“พี่สาม พี่รองไม่โทษหนู แต่พี่โทษหนูเหรอคะ” ฉู่หร่านกะพริบตากลมโตไร้เดียงสามองเขา แววตาเปี่ยมด้วยความผิดหวังปวดใจ
ทันใดนั้น ถ้อยคำร้าวรานของฉู่จิงก็ดังขึ้นในหัวฉู่จ้าน
‘ฉู่หร่านคิดจะทำอะไรกันแน่’
ฉู่จ้านถึงกับสะดุ้งขึ้นมา