เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 666 หนี้กรรมเปื้อนเลือด
บทที่ 666 หนี้กรรมเปื้อนเลือด
หมิงหลู่เปิดลำโพงจนได้ยินเสียงเจือความง่วงงุนของหางเจียซิ่นลอดออกมา “พี่หมิง ไม่ใช่ว่าผมไม่ยอมให้เบอร์มือถือพี่ลั่วกับพี่ พี่ลั่วเป็นปรมาจารย์ ทั้งยังเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตผมไว้นะ หากเธอไม่อนุญาต ผมไม่กล้าให้เบอร์เธอกับคนอื่นสุ่มสี่สุ่มห้าหรอก”
พี่หมิงเริ่มหัวร้อน “ไม่ใช่คนอื่น นี่มันฉู่จิง พี่ชายเธอ!”
หางเจียซิ่นที่อยู่ปลายสายเงียบไปพักหนึ่ง
“ฮัลโหล ฮัลโหล…”
“ผมอยู่ในอุโมงค์ สัญญาณไม่ดี ฮัลโหล ๆๆ”
“ถ้าเป็นคนอื่นผมให้ไปแล้ว เพราะเป็นฉู่จิงนั่นแหละ ผมถึงไม่ให้”
แกรก!
ไม่รู้ว่าหางเจียซิ่นจงใจหรือไม่ทันระวังจริง ๆ สุดท้ายหลังพูดประโยคนี้จบก็ตัดสาย
พี่หมิงมองฉู่จิงอย่างระอา “คนบ้องตื้นยังเห็นชัดกว่านาย…”
หางเจียซิ่นขึ้นชื่อในวงการบันเทิงเรื่องเถรตรง ล่วงเกินรุ่นพี่และผู้จัดไปไม่น้อย
“อย่าพูดถึงผม”
พี่หมิงถอนหายใจ “ไม่พูดถึงนายไม่ได้! มีใครไม่รู้บ้างว่าฉู่ลั่วเป็นน้องสาวของนาย ฉันเป็นผู้จัดการของนายอยากคุยกับฉู่ลั่ว แต่ดันไม่ขอเบอร์จากนาย แต่เที่ยวระรานคนอื่นกลางดึกกลางดื่น มีคนโง่ที่ไหนเข้าใจบ้าง!”
ฉู่จิงทำท่าครุ่นคิด ก่อนจะหยิบมือถือออกมา กดโทรหาพี่ชายใหญ่
ทันทีที่ฉู่เหิงรับ ไม่ทันพูดอะไรก็ปลอบใครสักคนเสียงนุ่มนวล “ไม่เป็นไร สายเดียวเอง คุณนอนไปก่อน ผมจะออกไปรับข้างนอก”
ฉู่จิง “…”
รอจนฉู่เหิงไปอยู่ในที่เงียบ ๆ แล้ว น้องชายถึงเอ่ยปาก
ฉู่เหิงบอก “ฉันให้เบอร์ลั่วลั่วกับนายไม่ได้ เอาเบอร์หัวหว่านไปแล้วกัน นายติดต่อหัวหว่านก่อน”
“…อืม”
ฉู่เหิงถาม “นายขอคุยกับลั่วลั่วตอนดึกแบบนี้ เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า”
“ดูเหมือนดาราคนหนึ่งของบริษัทเจอดีเข้า อยากให้เธอช่วยดูหน่อย”
“นายไปมือเปล่าเหรอ?”
ฉู่จิงเอ่ย “ผมมีค่าตอบแทนให้”
“ฉันหมายถึงสองแม่ลูกเสี่ยวยา ซื้อของที่เด็กผู้หญิงชอบ ซื้อของที่ลูกนายชอบ…” ฉู่เหิงพล่ามไปเรื่อย ๆ “เอ้อ นอกจากนี้ สาว ๆ ที่อยู่ในคฤหาสน์ลั่วลั่วเป็น… เพื่อนเธอทั้งนั้น ขาดตกไม่ได้”
“แล้วยังมีอีกคู่ที่ออกไปทำงานข้างนอก เป็นผู้ใหญ่กับเด็กผู้หญิง นายจะขาดตกของขวัญพวกเธอสองคนไม่ได้”
“ตอนนี้พวกเขาเหมือนคนเป็น นายอยากซื้อของขวัญอะไรให้คนเป็น ก็ซื้อให้พวกเขา”
“ว่าไปแล้ว เรื่องพวกนี้ต้องให้ฉันสอนนายด้วยเหรอ?”
…
“…?”
ฉู่ลั่วมองห้องรับแขกที่มีของขวัญกองพะเนินเทินทึกแล้วหันมาหาหัวหว่านเป็นนัยคำถาม
หัวหว่านกลับชี้ไปทางคนสองคนที่ยืนอยู่นอกห้องรับแขก แต่ยังไม่เข้ามา
“คุณฉู่เป็นคนโทรหาฉัน บอกว่าพวกเขามาเยี่ยมสองแม่ลูก และมีเรื่องอยากปรึกษาคุณด้วยค่ะ”
ฉู่ลั่วกวาดตามองฉู่จิงกับพี่หมิงที่ยืนอยู่ใต้แสงแดด
“ให้พวกเขาเข้ามาเถอะ” ว่าแล้วเธอก็ถามต่อ “ยายาล่ะ?”
“อยู่ที่สวนดอกไม้ค่ะ”
“พาฉู่จิงไปหาพวกเธอที่สวนดอกไม้ แล้วเชิญแขกอีกคนเข้ามา”
หัวหว่านพยักหน้า หลังให้พี่หมิงเข้ามาแล้ว ก็พาฉู่จิงไปที่สวน
ฉู่จิงไม่ได้เข้าใกล้ เพียงแต่ยืนอยู่ห่าง ๆ
ในสวนดอกไม้ จั่วโยวโยวนั่งอยู่บนรถเข็น รอยยิ้มอ่อนโยนระบายบนใบหน้า ทอดมองคนที่เล่นสนุกอยู่ในสวนดอกไม้
เสี่ยวยานอนอยู่บนงูใหญ่สีเงินยวงตัวหนึ่ง มันไถลตัวจากด้านนี้ไปด้านโน้น แล้วไถลจากด้านโน้นมาด้านนี้
ทั้งสวนดอกไม้เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของเสี่ยวยา
แล้วยังมีต้นดอกไห่ถังที่สูงเท่าเอวมนุษย์ต้นหนึ่ง กิ่งไม้เขียวชอุ่มโบกโบยไปตามสายลม ดอกไห่ถังบานสะพรั่งเบ่งบานอยู่บนยอดดอกสองดอกเป็นครั้งคราวแม้ไม่ใช่ฤดู ราวกับแสดงความรู้สึกของมันเอง
“คิก ๆๆ คิก ๆๆ!”
ฉู่จิงมองรอยยิ้มบนใบหน้าเสี่ยวยา ได้ยินเสียงหัวเราะกังวานใส ความเยือกเย็นในสายตาบรรเทาลงเล็กน้อย
เพียงแต่สายตาหนึ่งจดจ้องมา ทำเอาเขาตัวแข็งทื่ออย่างควบคุมไม่อยู่
เขาค่อย ๆ หันไปมองเจ้าของสายตา เจอกับใบหน้าเขียวอมม่วง
ปราดเดียว ดวงตาคู่นั้นก็เบนออกไป
ฉู่จิง “…”
ฝีเท้าที่เขาก้าวออกไปถอยกลับมาอีกครั้ง ก้มหน้าหมุนตัวกลับห้องรับแขก
ไม่ทันเข้าไปถึงห้องรับแขก ก็ได้ยินเสียงหวีดร้องของพี่หมิง “เป็นไปไม่ได้ ผมไม่เคยทำ ผมรู้ดี!”
ฉู่จิงเข้ามาข้างในก่อนจะถาม “เป็นอะไรไป”
พี่หมิงมีสีหน้าน้อยใจ อีกทั้งเจือไว้ด้วยความกรุ่นโกรธ “ปรมาจารย์บอกว่าฉันมีหนี้กรรม”
เขาย้ำ “หนี้เปื้อนเลือด”
ฉู่จิงหันมองฉู่ลั่วพลางเอ่ยเสียงเรียบ “เท่าที่ฉันรู้ พี่หมิงไม่ใช่คนแบบนั้นหรอก แน่นอนว่า… ฉันอาจจะเข้าใจผิด”
นับแต่เกิดเรื่องฉู่หร่าน เขาไม่กล้าพูดว่าตัวเองดูคนเป็นแล้ว
พี่หมิงเบิกตามองฉู่จิง ไม่กล้าเชื่อสิ่งที่หูตัวเองได้ยิน
“กับฉันนายยังไม่รู้อีกเหรอ! เรารู้จักกันมาตั้งหลายปี นายไม่รู้เหรอว่าฉันเป็นคนยังไง!?”
ฉู่จิงยักไหล่ “ผมรู้จักฉู่หร่านตั้งแต่เธอเกิด ผมยังรู้จักเธอไม่ดีพอเลย”
พี่หมิง “…”
เหตุผลเข้าท่าเกินไปจนเถียงไม่ออก