เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 705 เพิ่งอายุเท่าไหร่กันเอง
บทที่ 705 เพิ่งอายุเท่าไหร่กันเอง
เจ้านิกายก็ยื่นมือไปกดปิดไลฟ์ ถึงได้พบว่าในกล่องข้อความส่วนตัวมีบางอย่างถูกเข้ามาเป็นจำนวนมาก จึงกดเข้าไปดู
ที่แท้ก็เป็นหลี่ฉงนี่เองที่ติดต่อมา
[ปรมาจารย์ฉู่ รบกวนคุณช่วยพูดตอนไลฟ์หน่อยได้ไหมครับว่าหลี่ต๋าไม่ใช่หลี่ฉง แล้วบอกว่าคุณดูผิดไปเอง ผมจะเสนอราคาให้คุณห้าล้านครับ]
[ปรมาจารย์ฉู่ ถ้าคุณคิดว่าห้าล้านมันยังไม่พอ งั้นผมให้สิบล้านเลยครับ]
ผ่านไปสักพัก ก็ส่งข้อความมาติด ๆ กันอีกหลายข้อความ
[สิบล้านยังไม่พอใจอีกเหรอ? เชื่อไหมว่าผมสามารถฟ้องร้องว่าคุณมาข่มขู่และหมิ่นประมาทผมได้! คุณมีสิทธิ์อะไรมาบอกว่าผมคือหลี่ต๋า? มีสิทธิ์อะไรมาบอกว่าผมไปหลอกเอาเงินคนอื่น!]
[คุณรอรับจดหมายจากทนายได้เลย!]
[ถึงตอนนั้นถ้าคุณจะมาขอร้องผมมันก็ไม่มีประโยชน์แล้วล่ะ]
ฉู่ลั่วแคปภาพหน้าจอบทสนทนานั้นไว้แล้วโพสต์ลงเวยปั๋ว จากนั้นก็ไม่ได้ไปสนใจอีก
เธอเดินลงชั้นล่างแล้วก็เห็นหร่วนย่วนย่วน ซ่งเมี่ยวเมี่ยว สัมภะเวสีเด็ก เสี่ยวยา แล้วก็จิ่งเจียเหยียนนั่งเรียงกันอยู่ พร้อมกับกระดานไวท์บอร์ดที่เคลื่อนย้ายได้ตรงหน้าพวกเขา
โดยมีซุนหย่าจิ้งที่ถือไม้เรียวชี้ไปที่รูปภาพที่ติดอยู่บนกระดานไวท์บอร์ดนั้น
ฉู่ลั่วมองคนเหล่านั้นที่นั่งกันอย่างเชื่อฟังและจดบันทึกด้วยสีหน้าตั้งอกตั้งใจ “…”
เธอหันไปหาเฉิงยวนเป็นนัยคำถาม
เฉิงยวนหัวเราะเหอะ ๆ แล้วพูด “หร่วนย่วนย่วนไม่สามารถก้าวข้ามอุปสรรคในใจได้ ก็เลยไม่อยากกลับไปยั่วยวนซ่งอวิ๋นไท่ ข้าจึงไปเชิญซุนหย่าจิ้งมาสอนพวกนางสักหน่อย”
“พวกนาง?” ฉู่ลั่วชี้ไปที่ซ่งเมี่ยวเมี่ยว เสี่ยวยา แล้วก็สัมภะเวสีเด็ก “นี่เพิ่งจะอายุเท่าไหร่กันเอง?”
เฉิงยวนชูนิ้วขึ้นมาส่ายไปมา “ลั่วลั่ว อายุเท่าไหร่ก็ไม่สำคัญหรอก! สิ่งสำคัญก็คือจะต้องรู้ว่าจะเข้าใจมนุษย์ผู้ชายได้ยังไงต่างหาก”
“ถ้าหร่วนย่วนย่วนได้เจอซุนหย่าจิ้งเร็วกว่านี้ ก็คงถูกเล่นงานซ่งอวิ๋นไท่จนไม่เหลือกระดูกแล้วใช่หรือไหม?”
อย่าว่าแต่ปีศาจงูจิ่งเจียเหยียนเลย แม้แต่ผีร้ายพันปีอย่างเธอ หรือวิญญาณพยาบาทอย่างหร่วนย่วนย่วน ถ้าพูดการเล่นกับผู้ชายแล้ว จะมีใครเทียบมนุษย์อย่างซุนหย่าจิ้งได้เล่า
“พูดตามตรงว่า ข้าสงสัยว่าซุนหย่าจิ้งเป็นปีศาจจิ้งจอกกลับชาติมาเกิดหรือไม่”
ฉู่ลั่วจ้องมองซุนหย่าจิ้งอยู่ครู่หนึ่งแล้วบอก “ไม่ใช่หรอก”
“ข้ารู้” ดังนั้นเฉิงยวนถึงได้ยิ่งนับถือซุนหย่าจิ้งไงล่ะ!
แม้แต่หัวหว่านที่ลงมาชั้นล่างกับคุณหนูเมื่อกี้ ได้ฟังไปแค่ไม่กี่ประโยคก็พยักหน้ารัว ๆ แล้ว
“…” ฉู่ลั่วยืนฟังอยู่ครู่หนึ่งก็ละสายตากลับมาพูดกับเฉิงยวน “ฉันจะออกไปข้างนอกหน่อยนะ”
“นานแค่ไหน?”
“หนึ่งวัน”
“คุณหนูจะออกไปข้างนอกเหรอคะ? ฉันจะไปกับคุณหนูเองค่ะ” หัวหว่านพูดจบก็เตรียมจะไปเก็บข้าวของ
พอหัวหว่านไปแล้ว เฉิงยวนก็เอ่ยถามขึ้นมา “เหตุใดเจ้าจึงไม่ใช่ยันต์เคลื่อนย้ายเล่า? เร็วดีเสียอีก!”
“มันไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนอะไร ไม่อยากสิ้นเปลืองพลังวิญญาณน่ะ”
เฉิงยวนพยักหน้า “ก็จริงของเจ้า”
กระทั่งหัวหว่านเก็บข้าวของเสร็จ ทั้งสองคนก็ออกเดินทางไปด้วยกัน
…
ตอนที่ฉู่ลั่วเดินทางไปถึงที่หมู่บ้านสุ่ยก็เป็นเวลาสี่ทุ่มกว่าแล้ว
แต่ถนนหนทางของหมู่บ้านกว้างขวางดีและมีไฟสว่างไสวด้วย
ตรงที่สุดทางหมู่บ้านมียายเฒ่าเจิ้งกับพ่อแม่ของซ่างซ่างรอพวกเธออยู่ ทันทีที่พวกเขาสามคนเห็นว่าฉู่ลั่วมาแล้วก็เข้ามาต้อนรับทันที
“ปรมาจารย์ ขอบคุณมากที่ช่วยซ่างซ่างของเราไว้ค่ะ” แม่ของซ่างซ่างพูดแล้วจะคุกเข่าให้ฉู่ลั่ว ฉู่ลั่วจึงรีบพยุงเธอไว้ทันที “มันเป็นสิ่งที่ฉันควรทำอยู่แล้วค่ะ”
เธอเอ่ยถามยายเฒ่าเจิ้ง “เตรียมของไว้เรียบร้อยไหมคะ?”
“เรียบร้อยแล้วค่ะ”
จากนั้นพวกเขาก็ไปที่บ้านของซ่างซ่างกัน
บ้านของยายเฒ่าเจิ้งยากจน ไม่ได้กว้างขวางเหมือนบ้านซ่างซ่างจึงไม่เหมาะที่จะรับแขก
ซ่างซ่างหลับไปแล้ว ส่วนฉู่ลั่วเข้าไปตรวจดูที่บ้านซ่างซ่าง “ตอนนี้ไม่ได้มีพลังหยินแล้วค่ะ วิญญาณของเด็กก็ดูมั่นคงดี แค่พลังหยางไม่ได้มีมากเท่าไหร่ ในช่วงนี้ก็อย่าให้เขาไปในที่ที่มีพลังหยินหนักมากนะคะ แล้วก็ให้อาบแสงแดดเยอะ ๆ”
“ปรมาจารย์วางใจได้เลย เราจะจำไว้”
ฉู่ลั่วมองไปทางยายเฒ่าเจิ้ง
ยายเฒ่าเจิ้งหยิบเอากระโปรงดอกไม้ที่มีผ้าสีแดงห่อหุ้มเอาไว้ออกมา
หลังจากเปิดผ้าสีแดงออก จู่ ๆ กระโปรงดอกไม้ที่ซ้อนกันอยู่ก็ลอยขึ้นมาแล้วหลบไปด้านหลัง
มันค่อนข้างกลัวฉู่ลั่ว
ฉู่ลั่วพูดขึ้นมา “คุณเป็นพรายน้ำ ต้องมีคนปลดปล่อยวิญญาณของคุณจะเสียก่อนถึงจะถูกยมฑูตพาไปที่ปรโลกได้ แต่เพราะว่าคุณเกาะร่างของเด็กมาก็เลยเสียหายในเรื่องของคุณธรรมไปบ้าง จึงต้องมีคนไปเล่าเรื่องเพื่อคุณที่ปรโลก”
กระโปรงดอกไม้ทำท่าทางโค้งคำนับพร้อมกับมีเสียง “ขอบคุณ”
ฉู่ลั่วบอกให้ยายเฒ่าเอาของที่เตรียมไว้ออกมา “เอาเชือกสีแดงพันไว้ที่เท้าทั้งซ้ายขวาก่อน แล้วจำไว้ว่าต้องผูกเป็นเงื่อนที่ปลดออกได้ง่าย”
“เชือกสีแดงนี้เมื่ออยู่ในปรโลกจะกลายเป็นเชือกที่ล็อกวิญญาณเอาไว้ แล้วเพื่อเป็นการบอกกับยมฑูตด้วยว่าคุณเป็นคนที่มีชีวิตอยู่”
ยายเฒ่าเจิ้งเอาเชือกสีแดงพันไว้ที่ข้อเท้าทั้งสองข้างตามที่ฉู่ลั่วบอก
จากนั้นเจ้านิกายก็เอาหมั่นโถวเลือดที่จุ่มเลือดไก่เอาไว้นานแล้วออกมา “เมื่อไปถึงปรโลกจะมีสุนัขดำมานำทาง เมื่อมันร้องหนึ่งครั้ง ก็แบ่งป้อนมันหนึ่งครั้ง จำเอาไว้นะคะว่าอย่าป้อนมันล่วงหน้าและอย่าให้หมั่นโถวเลือดที่เหลือไป และก่อนจะได้กลับมาก็อย่าป้อนหมั่นโถวเลือดให้มันไปจนหมดเสียก่อน เพราะถ้าไม่มีสุนัขดำนำทางกลับมา คุณจะกลับมาที่โลกนี้ไม่ได้”