เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 706 ไปปรโลก
บทที่ 706 ไปปรโลก
ฉู่ลั่ววางค่ายกลเจ็ดดาวที่บนพื้นอีก
ก่อนเรียกยายเฒ่าเจิ้งให้ท่องคาถาต่ออีก “น้อมเคารพสวรรค์และนรก เทพเจ้าที่ประทับอยู่บนสวรรค์ ดวงตาที่อยู่เต็มท้องฟ้า และพญายมราชผู้ทรงคุณธรรม… โปรดนำทางดวงวิญญาณของยายเฒ่าเจิ้งผู้เป็นศิษย์ลัทธิเต๋าไปที่ปรโลกเพื่อบอกเล่าเรื่องราวของวิญญาณฟางฉุนแห่งตระกูลฟางด้วยเถิด ฉันขอให้ศาสดาแห่งลัทธิเต๋าทำอย่างเร่งด่วนตามกฎนี้ด้วยเถิด”
หลังจากที่ยายเฒ่าเจิ้งเพูดจบ ก็จุดธูปนำวิญญาณ เดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ที่อยู่อีกด้านหนึ่ง
ในขณะที่เธอหลับตาลงก็ได้ยินน้ำเสียงสุขุมของฉู่ลั่วพูดขึ้น “จะต้องกลับมาก่อนที่ไก่จะขันนะคะ”
“ถ้าหากถึงเวลารุ่งสางแล้ววิญญาณยังไม่กลับเข้าร่าง โลกแห่งนี้จะรับแล้ว จะอยู่ในปรโลกต่อก็ไม่ได้อีก ต้องกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนทำอะไรไม่ได้เลย จะไปชดใช้กรรมในปรโลกก็ไม่ได้ สุดท้ายก็จะต้องเป็นวิญญาณเร่ร่อนไปชั่วชีวิตเลย”
พอฉู่ลั่วพูดจบ ก็เห็นวิญญาณของยายเฒ่าเจิ้งออกจากร่างของตัวเองไปแล้ว
เธอจับวิญญาณของฟางฉุนไว้ด้วยมือข้างเดียว แล้วพยักหน้าให้กับฉู่ลั่วจากนั้นก็เดินออกไป
เดินไปได้ไม่กี่ก้าว วิญญาณก็หายไปแล้ว
ฉู่ลั่วละสายตากลับมาแล้วนั่งลงบนเก้าอี้ที่อยู่อีกด้าน
พ่อของซ่างซ่างจึงยกชามาให้ฉู่ลั่วกับหัวหว่าน
“ปรมาจารย์ น้องสาวของผมเขา…”
“เธอตายไปโดยที่ไม่ได้มีความผิดอะไร ขอเพียงยายเฒ่าเจิ่งไปบอกความจริงเรื่องที่เธอเกาะร่างของลูกชายคุณที่ปรโลกได้ คุณธรรมของเธอก็จะไม่มีความเสียหายใด ๆ ค่ะ”
พ่อของซ่างซ่างถอนหายใจโล่งอก
“อย่างนั้นก็ดีครับ ดีเลย”
“ปรมาจารย์ ไม่ทราบว่าพวกเงิน เสื้อผ้า แล้วก็ของเล่นที่ฉันซื้อแล้วเผาไปให้น้องสาวสามี เธอได้รับไหมคะ?”
ฉู่ลั่วมองแล้วเลือกดูเสื้อผ้าหลายชิ้นในนั้น “พวกสองสามชิ้นที่ไม่มีตราประทับนี่ เผาไปเธอก็ไม่ได้รับหรอกค่ะ”
“แต่อย่างอื่นได้ทั้งหมด”
“ขอบคุณปรมาจารย์ค่ะ”
เวลาล่วงเลยไปเรื่อย ๆ ฉู่ลั่วเองก็มองเวลาอยู่ แต่ยายเฒ่าเจิ้งก็ยังไม่กลับมาเลย
หัวหว่านก็ดูเวลาเช่นกัน “คุณหนู ใกล้รุ่งสางแล้วค่ะ”
ฉู่ลั่วพยักหน้า
พ่อแม่ของซ่างซ่างเองก็อดนอนอยู่เป็นเพื่อนฉู่ลั่วทั้งคืนเช่นกัน
เวลาล่วงเลยไปหลายนาทีแล้ว ฉู่ลั่วจึงมองไปทางตะเกียงค่ายกลเจ็ดดาวที่จุดอยู่บนพื้น
น้ำมันตะเกียงใกล้จะหมด
แต่แล้วจู่ ๆ ก็มีลมกรรโชกนอกประตูใหญ่อย่างไม่มีสาเหตุ ลมพัดตะเกียงสั่นไหว
แต่แม้ว่าจะมีลมพัดตะเกียงค่ายกลเจ็ดดาวก็ไม่เป็นไร เว้นแต่ว่า…
จะเกิดเรื่องขึ้นกับยายเฒ่าเจิ้งที่ปรโลก
ฉู่ลั่วลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปตรงหน้ายายเฒ่าเจิ้ง ปากก็ท่องคาถา และมือข้างหนึ่งก็บีบที่นิ้วกลางของยายเฒ่าเจิ้ง “เจิ้งขุยเซียง ยังไม่กลับมาอีก!”
เธอตะคอกเบา ๆ
และแล้วท้องฟ้าที่อยู่ห่าง ๆ ก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีขาว พร้อมมีเสียงไก่ขันดังขึ้นมา
ฉู่ลั่วกัดนิ้วกลางของตัวเองแล้วหยดเลือดที่หน้าผากของยายเฒ่าเจิ้งไปสองสามหยด พลางตะคอกเสียงแข็ง “เจิ้งขุยเซียง!”
ทันใดนั้น ยายเฒ่าเจิ้งก็ลืมตาขึ้นมา “ปรมาจารย์”
ฉู่ลั่วชักมือกลับ “ทำไมถึงไปนานขนาดนี้ หรือที่ปรโลกไม่เชื่อที่คุณพูด?”
“ไม่ใช่หรอก เรื่องของฟางฉุนคลี่คลายไปแล้ว เธอได้เข้าสู่การเวียนว่ายตายเกิดแล้ว ขอเพียงถึงคิวของเธอ เธอก็จะกลับมาเกิดได้แล้ว”
“ที่ฉันยังไม่กลับมาเสียทีก็เพราะว่า…” เธอกำลังจะพูด
แต่ฉู่ลั่วยกมือขึ้นห้ามไว้ก่อน “พูดไม่ได้ก็ไม่ต้องพูดหรอกค่ะ”
ยายเฒ่าเจิ้งตาเบิกโพลงอย่างไม่อยากจะเชื่อ
เธอไม่คาดคิดเลยว่าฉู่ลั่วจะรู้แม้กระทั่งเรื่องนี้ด้วย คิดว่าตนจะต้องพูดออกไปก่อน ปรมาจารย์ถึงจะเข้าใจด้วยซ้ำ
ปรมาจารย์ก็คือปรมาจารย์จริง ๆ
ฉู่ลั่วกับหัวหว่านกินอาหารเช้ากันที่บ้านตระกูลฟาง จากนั้นฉู่ลั่วถึงได้เอาโปสเตอร์ที่ผูกกับอาหวังกลับไปด้วย
สามีภรรยาตระกูลฟางกับยายเฒ่าเจิ้งพากันไปส่งฉู่ลั่วที่หน้าหมู่บ้าน
ยายเฒ่าเจิ้งกล่าวขอบคุณ “ขอบคุณปรมาจารย์มาก ๆ ที่ช่วยสอนฉัน”
ฉู่ลั่วตอบเสียงเรียบ “เป็นเพราะคุณโชคดีต่างหากค่ะ”
ยายเฒ่าเจิ้งยิ้มขมขื่น
โชคดีอะไรกันล่ะ?
เกิดมาก็ถูกพ่อแม่ทิ้งเพราะเป็นลูกสาว แถมพอครอบครัวที่เก็บเธอไปเลี้ยงดูมีลูกชายขึ้นมา ก็ไม่ชอบใจเธอยิ่งกว่าเดิม จนสุดท้ายก็ถูกพวกเขาทุบตีจนตาบอดไปข้างหนึ่ง
แล้วก็มีนักพรตลัทธิเต๋าคนหนึ่งเห็นเธอแล้วเกิดสงสารก็เลยสอนวิชาป้องกันตัวมาบางส่วน
จนกระทั่งตอนนี้เธอถึงได้รู้ว่าตัวเองดวงแข็งเกินไป แล้วก็ถูกกำหนดให้อยู่อย่างลำพังไม่มีญาติไปตลอดชีวิต
แม้ว่าจะมาเป็นแม่หมอยายเฒ่าแบบนี้ แต่อันที่จริงก็ไม่ได้สร้างบุญได้มากเท่าไหร่หรอก
แต่ว่า…
พอตอนนี้มีวิธีที่จะเดินทางไปปรโลก ทุกอย่างก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว เธอเป็นคนที่สามารถเดินทางระหว่างโลกคนเป็นกับตนตายได้ หลังจากตายไป ไม่แน่ว่าเธออาจจะไปทำงานที่ปรโลกได้ เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงความขมขื่นของการเวียนว่ายตายเกิด
ฉู่ลั่วพาหัวหว่านกลับ