เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 732 โผล่มาแล้ว
บทที่ 732 โผล่มาแล้ว
ตอนที่พูดคุยกัน ฉู่หร่านก็เดินเข้ามายกมือทั้งสองเท้าคางอยู่หน้ากล้อง พลางจ้องหน้าจอใหญ่อย่างน่ารัก
“ลั่วลั่ว มันน่าเบื่อจัง เธอแน่ใจนะว่าคืนนี้จะมีอะไรปรากฏออกมาจริง ๆ?”
ฉู่ลั่วตอบ “…มีสิ”
“จริงเหรอ? แต่ฉันไปตรวจสอบมาแล้วนะ! บ้านของยายเฒ่าเถาตั้งอยู่ในทิศตะวันออกเฉียงเหนือหันไปจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ มันเป็นฮวงจุ้ยมหามงคลเชียวนะ”
“อีกอย่าง ในบ้านของยายเฒ่าเถาก็ปลูกต้นท้อด้วย ซึ่งเป็นการขับไล่สิ่งชั่วร้าย”
“มองยังไงก็ไม่คล้ายว่าจะมีวิญญาณชั่วร้ายปรากฏออกมาเลย”
หล่อนแสดงท่าทีอวดเก่ง “ฉันไปค้นหามา ทั้งยังจ่ายเงินถามปรมาจารย์บนอินเทอร์เน็ตอีก ปรมาจารย์บอกว่าที่แห่งนั้นไม่มีทางมีวิญญาณชั่วร้ายอยู่หรอก”
[ฮ่า ๆๆ หร่านหร่านของเรานี่น่ารักจัง ไปสืบค้นในเน็ตมาด้วย!]
[โธ่! หร่านหร่านนิสัยดีจริง ๆ เห็นกันอยู่ว่าก่อนหน้านี้ยังทะเลาะกับฉู่ลั่วอยู่เลย ไม่นานก็ลืมความโกรธแค้นได้แบบนี้แล้ว]
[ฉันล่ะชอบนิสัยแบบฉู่หร่านนี่จัง โกรธง่ายหายเร็ว!]
[ทุกคนขำเลย บางทีหร่านหร่านของเราก็ดูบ๊อง ๆ บ้าง]
ฉู่หร่านพูดจบก็ไม่ได้รับคำตอบ จึงเดินเข้าไป แล้วยื่นมือจิ้มไหล่ของฉู่ลั่วเบา ๆ “ลั่วลั่ว เธอยังโกรธฉันอยู่เหรอ?”
“เปล่า”
“อย่างนั้นทำไมเธอถึงไม่ตอบฉันล่ะ?” ฉู่หร่านสงสัย
ฉู่ลั่วชี้ไปที่หูฟังของตัวเอง “ถ้าฉันพูดอะไรตอนนี้ พวกเขาก็จะได้ยินกันหมด”
ฉู่หร่านหน้ามุ่ย “เธอยังโกรธฉันอยู่แน่ ๆ เลย”
ฉู่ลั่วตอบว่า “เปล่า”
ทันใดนั้น ฝางไคจี้ก็พูดกับกล้อง “ปรมาจารย์ฉู่ลั่ว ถ้าเธอพูดตอนนี้พวกเราก็จะได้ยินกันหมด เธอก็เลยไม่พูดเหรอ? หรือว่ามีความลับอะไรที่ให้พวกเรารู้ไม่ได้?”
“พวกเราที่อยู่กันแต่ละห้องต่างใส่หูฟังได้ยินคำพูดของฉู่ลั่วกันทั้งหมด”
“แต่เธอกลับต้องดูสถานการณ์ของพวกเขา และพูดคุยผ่านทางกล้อง”
ส่วนเย่อวิ๋นชูที่อยู่อีกห้องหนึ่งก็พูดขึ้นมาทันที “ไม่ฟัง! ฉันไม่ฟังอะไรทั้งนั้น! พี่ลั่ว ถ้าคุณไม่อยากพูด ใครก็ไม่สามารถบังคับให้คุณพูดได้นะ!”
ฝางไคจี้ถาม “ฉู่ลั่ว มีอะไรที่พวกเราฟังไม่ได้เหรอ?”
ฉู่หร่านยังเซ้าซี้ไม่เลิก “ลั่วลั่ว เราดีกันเถอะนะ! อย่าทะเลาะกันอีกเลยได้ไหม? เรื่องก่อนหน้านี้ไม่มีใครผิดทั้งนั้น เราลืมมันไปเถอะ โอเคไหม?”
ฉู่ลั่ว “…”
ฉู่หร่านกลับไปนั่งที่โซฟาอย่างผิดหวัง แล้วยิ้มให้กับกล้องของช่องไลฟ์ตัวเองอย่างจนใจ “ลั่วลั่วคงจะตั้งใจดูกล้องมากเกินไปก็เลยไม่ได้ยินที่ฉันพูด ทุกคนอย่าโกรธลั่วลั่วเลยนะคะ”
“ฉันเป็นพี่สาวก็ต้องดูแล และให้อภัยน้องสาว”
เธอยิ้มให้กับกล้องอย่างขมขื่น
[ฮือ ๆๆ หร่านหร่านของพวกเราน่าสงสารจัง!]
[ฉู่ลั่วนี่จะทำมึนตึงอะไรนักหนา เธอมีสิทธิ์อะไรมาทำตึงใส่คนอื่นขนาดนี้ นี่ฉู่หร่านอุตส่าห์เป็นฝ่ายไปคืนดีกับเธอแล้ว เธอก็ไม่สนใจฉู่หร่านเลย]
[ฉู่ลั่วไร้มารยาทเกินไปแล้ว]
[ต่อให้ในใจจะไม่อยากดีด้วยก็แสดงต่อหน้าสักหน่อยก็ได้นี่! เสแสร้งสักหน่อยยังทำไม่ได้เลย แล้วตอนที่ไม่มีกล้อง ฉู่ลั่วจะรังแกฉู่หร่านยังไงกันเนี่ย]
ทุกคนรอกันอีกประมาณครึ่งชั่วโมง แต่ในกล้องก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
ในช่องไลฟ์ของแขกรับเชิญทั้งหกคนก็เงียบลงเช่นกัน
บรรดาแขกรับเชิญต่างหาวหวอด ๆ กันหมด
ฝางไคจี้นอนลงบนเตียง “ปรมาจารย์ฉู่ ไอ้สิ่งที่คุณบอกนั่นจะโผล่มาตอนไหน ถ้ายังไม่ปรากฏตัว ผมจะนอนแล้วนะ”
ฉู่ลั่วเอ่ย “ใกล้แล้ว… พวกมันจะต้องปรากฏตัววันนี้แน่”
“งั้นผมนอนก่อนสักหน่อยนะ รอพวกมันมาแล้วค่อยเรียกผมแล้วกัน!”
เขาพลิกตัวกำลังจะนอน
“มาโผล่แล้ว!”
ทันทีที่ฉู่ลั่วเอ่ยปาก คนที่อยู่ที่บ้านพักเก่าแก่ล้วนตื่นกันหมด
ฝางไคจี้ตกใจลืมตาขึ้นมองไปรอบ ๆ “อะไรเหรอ ไหน? ตรงไหน?”
[ให้ตายสิ ๆ เมื่อกี้เห็นกันหรือเปล่า?]
[อ๊าก! ฉันกลัวมากเลย! ไม่อยากดูต่อแล้ว! ใครเข้าใจความเจ็บปวดของคนที่อยู่ในห้องเช่าคนเดียวอย่างฉันบ้าง!]
[ฉันเห็นแล้ว! ฉันเห็นแล้ว มัน… มันอยู่…]
[ให้ตายเถอะ ฉันตาฝาดไปหรือเปล่า? ฉันตาฝาดไปใช่ไหม!]
ทั้งสามคนที่อยู่ที่บ้านพักเองก็พุ่งเข้าไปมุงดูกันตรงหน้าจอแล้วเบิกตาโพลง ส่วนในหน้าจอนั้นไม่มีอะไรเลย