เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 830 เป็นท่อนไม้หรือไง
ฉู่ลั่วไม่ได้พูดอะไร
คนขับรถก็ไม่รู้ว่าตนเองควรโทรหาฮั่วเซียวหมิงดีหรือไม่ หรือ
ปล่อยให้ผู้หญิงคนนั้นพูดคำพูดเหล่านี้กับคุณหนูฉู่ต่อไป
เขาร้อนใจมาก ลังเลว่าจะทำอย่างไรดี
ขณะที่กำลังคิด ประตูเหล็กก็เปิดออกอัตโนมัติ
ร่างสูงใหญ่ของฮั่วเซียวหมิงปรากฏขึ้นท่ามกลางสายฝน เขาถือ
ร่วมสีดำคันหนึ่งไว้ และเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเย็นชา
หยาดฝนสาดลงพื้นแล้วกระเซ็น ไม่นานขากางเกงของฮั่วเซียวห
มิงก็ชุ่มไปหมด เป็นผลให้กางเกงสูทสีดำทวีความเข้ม
เขาก้าวเร็ว ๆ เข้ามา
ผู้หญิงคนนั้นมองฮั่วเซียวหมิง ก่อนหันมาหาหน้าต่างและประตู
รถที่ปิดสนิทด้วยหน้าถอดสี
“อาหมิง ฉันรบกวนแขกของคุณหรือเปล่า ฉันไม่รู้ว่านี่เป็นแขก
ของคุณ ฉันคิดว่า…”
ฮั่วเซียวหมิงไม่แม้แต่จะมองหล่อน เพียงเปิดประตูรถอีกฝั่งออก
เก็บร่ม แล้วเข้าไปนั่งออกคำสั่ง “ออกรถ!”
คนขับสตาร์ตรถทันที
ฉู่ลั่วไม่เอ่ยอะไร เพียงแต่เอียงคอเล็กน้อยเพื่อมองผู้หญิงคนนั้นที่
ยืนอึ้งอยู่ท่ามกลางสายฝน รวมถึงเค้กที่หล่อนพยายามรักษา แต่
ตอนนี้ตกไปอยู่ที่พื้น กินไม่ได้อีกแล้ว
ไหล่และเส้นผมของฮั่วเซียวหมิงเปียกชุ่มเพราะหยาดฝน เขา
หยิบผ้ามาเช็ดผมตัวเอง
ฉู่ลั่วเบนสายตากลับมา
ภายในรถตกอยู่ในความเงียบงันจนพิศวง
คนขับเม้มปาก ไม่กล้าแม้แต่จะชายตามองเบาะหลัง
รถแล่นเข้าไปในคฤหาสน์
ขับต่อไปอีกสามสี่นาทีถึงมาจอดอยู่หน้าอาคารหลัก
ฮั่วเซียวหมิงลงจากรถก่อน เขากางร่มเดินไปยังประตูรถฝั่งฉู่ลั่ว
แล้วเปิดประตู
ฉู่ลั่วก้าวขาลงมา ก็เห็นเขาชูร่มอยู่เหนือหัวเธอ
ครึ่งร่างของเขาเผยอยู่ท่ามกลางสายฝน ทว่าปกป้องเธอไว้อย่าง
แน่นหนา
หยางไต้ยืนอยู่ด้วยความกังวลหน้าประตูคฤหาสน์ ทันทีที่เห็น
พวกเขาก็ตะโกนออกมา “รีบให้ลั่วลั่วเข้ามาเร็ว เดี๋ยวจะเปียกเอา”
ฉู่ลั่วเดินเข้ามาโดยมีฮั่วเซียวหมิงคอยปกป้อง
เมื่อเดินมาถึงหน้าประตูก็ถูกหยางไต้คว้ามือไว้ “อากาศนี่ก็
เหลือเกิน นึกจะเปลี่ยนก็เปลี่ยน”
“ลั่วลั่วไม่เปียกใช่ไหมจ๊ะ”
“ไม่ค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ดี รีบเข้ามาเถอะ ฉันให้ห้องครัวตุ๋นแกงไก่ไว้ กิน
ได้พอดี”
หยางไต้พินิจฉู่ลั่วอย่างละเอียด เอ่ยอย่างสงสาร “หนูนี่นะ อยู่
ถ่ายรายการก็ไม่ยอมกินข้าวดี ๆ กลับมาบ้านก็ไม่ยอมกินข้าวดี ๆ”
“หัวหว่านดูแลฉันดีมากค่ะ”
“คนดูแลหนูเป็นแค่ผู้หญิงคนเดียว ต่อให้ทำกับข้าวเก่งแค่ไหนก็
ไม่มีทางทำสิบกว่าอย่างต่อมื้อ” หยางไต้จับมือฉู่ลั่ว “ถ้าไม่ใช่ว่ากลัว
หนูไม่ชิน ฉันอยากให้หนูมากินข้าวที่บ้านเราทุกครั้งหลังทำงาน
เสร็จ”
“ฉันได้ยินจากอาจิ่วว่าหฯุุเป็นโรคกระเพาะ แบบนั้นยิ่งกินมั่วซั่ว
ไม่ได้ กระเพาะไม่ดีต้องกินอาหารที่บำรุง”
หยางไต้สาธยายต่ออีกพักใหญ่ ถึงเห็นฮั่วเซียวหมิงยังยืนอยู่ที่
เดิม หยาดน้าหยดลงจากผม เสื้อผ้าบนตัวก็เปียกชุ่ม
หล่อนขมวดคิ้ว “ยังมัวยืนอยู่อีก? ไม่รีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเล่า
เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จจะได้ลงมากินข้าว ไม่อย่างนั้นพวกเราไม่รอนาย
นะ”
ดวงตาสีดำขลับของฮั่วเซียวหมิงจดจ้องฉู่ลั่ว ริมฝีปากบางเม้ม
หากัน แล้วถึงหมุนตัวไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ห้องตัวเอง
วันนี้ฮั่วจิ้นก็อยู่บ้าน เห็นฉู่ลั่วเดินเข้ามาจึงยิ้มทักทาย แล้วถาม
ไถ่เรื่อยเปื่อย
หยางไต้ก็ถามถึงเรื่องงานของฉู่ลั่ว
“เฮ้อ! ทางรายการนี่ใช้ไม่ได้เลย ยกหน้าที่อันตรายที่สุดให้หนู
ทำทุกที”
ฉู่ลั่วหัวเราะเบา ๆ “ฉันทำได้ค่ะ”
“ทำได้ก็ไม่ควรมารังแกเด็กผู้หญิงอย่างหนูนี่!” หยางไต้ไม่พอใจ
“ผู้กำกับคนนั้นมีปัญหา แขกรับเชิญของรายการก็มีปัญหา”
“โดยเฉพาะคนที่ชื่อ… ฝางไคจี้ ลูกผู้ชายแท้ ๆ แต่ยังสู้เด็กผู้หญิง
อย่างเย่อวิ๋นชูไม่ได้ วัน ๆ ไม่ทำอะไรนอกจากสร้างปัญหา”
หล่อนแค่นเสียงเย็น “ฉันมีคำสั่งลงไปแล้ว ศิลปินแบบนี้ สินค้าใต้
ตระกูลฮั่วของเราไม่เอามาเป็นพรีเซนเตอร์เด็ดขาด!”
“ช่วงนี้ชื่อเสียงในวงการของฝางไคจี้คนนี้ไม่ค่อยดี ไม่ค่อยเหลือ
งานพรีเซนเตอร์อยู่แล้ว ระดับอย่างเขาไม่มีทางได้มาเป็นพรีเซนเตอร์
ให้สินค้าตระกูลฮั่วของเรา” ฮั่วจิ้นนั่งฟังถ้อยคำจากความโมโหของ
ภรรยาอยู่ข้าง ๆ ด้วยสีหน้าจนใจ “คุณคิดมากเกินไปแล้ว”
“คิดมากเกินไปอะไร!” หยางไต้ฉุนใหญ่ หันกลับไปค้อนสามี
“พวกเขารังแกลั่วลั่วในรายการ คุณไม่เห็นเหรอ”
ฮั่วจิ้น “…”
“ถึงแม้เขาไม่สามารถเป็นพรีเซนเตอร์ให้สินค้าตระกูลฮั่วของเรา
แต่ตระกูลฮั่วของเราก็ต้องแสดงจุดยืน ให้คนอื่นรู้ว่าจะมารังแกลั่วลั่ว
ของเราตามอำเภอใจไม่ได้!” หยางไต้เบ้ปากใส่สามี “ไม่รู้เรื่องรู้ราว
อะไรเลยนะ! ลูกชายอีคิวต่าก็เพราะคุณนั่นแหละ”
ฮั่วจิ้นหมดคำพูด
ปริปากแค่ประโยคเดียว ทำไมถึงกลายเป็นความผิดของเขา
ทั้งหมดเลยล่ะ!
สามีละเหี่ยใจ ได้แต่หุบปาก แล้วนั่งนิ่งเป็นรูปปั้น
“เป็นท่อนไม้หรือไง?”
หยางไต้เอ่ยอย่างไม่ชอบใจ
ฮั่วจิ้น “…”